Categories
ประวัตินักฟุตบอล

กริสเตียน เอสตัวนิ

ufa1688 กริสเตียน ริการ์โด เอสตัวนิ กูร์เบโล (สเปน: Cristhian Ricardo Stuani Curbelo; เกิดวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1986) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอุรุกวัย ปัจจุบันลงเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลฌิโรนาและทีมชาติอุรุกวัยในตำแหน่งกองหน้า

เขาเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสรดานูบิโอ และย้ายไปเรจจีนาใน ค.ศ. 2008 และใช้เวลาค้าแข้งส่วนใหญ่ในประเทศสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัสปัญญ็อล ต่อมาใน ค.ศ. 2015 เขาย้ายไปมิดเดิลส์เบรอ สโมสรในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 2017 เอสตัวนิเซ็นสัญญากับฌิโรนา สโมสรที่ในขณะนั้นพึ่งเลื่อนชั้นมาเล่นในลาลิกาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปัจจุบันเขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดให้กับสโมสรตลอดกาล

เอสตัวนิลงเล่นให้กับทีมชาติอุรุกวัยครั้งแรกใน ค.ศ. 2012 และได้ติดทีมชาติชุดแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 และ ฟุตบอลโลก 2018 รวมถึงโกปาอาเมริกาอีกสองครั้ง นอกจากนี้ เขายังถือหนังสือเดินทางอิตาลี

อัสปัญญ็อล
หลังจากเรจจินา ปล่อยยืมตัวเขาไปสโมสรอื่นถึง 3 ปี ในช่วงตลาดหน้าร้อนปี ค.ศ. 2012 เอสตัวนิได้ย้ายเข้าร่วมทีม อัสปัญญ็อล ด้วยสัญญา 4 ปี

ในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2012 เอสตัวนิได้ลงเล่นนัดแรกในเกมกับเรอัลซาราโกซา เขายังทำหนึ่งประตูได้อีกด้วย ช่วยให้ทีมขึ้นนำ 1–0 ก่อนที่จะโดนแซงชนะไป 1-2 ที่เอสตาดีกูร์เนยา-เอลปรัต

ในฤดูกาลสุดท้ายของเขาเอสตัวนิเป็นผู้ทำประตูสูงสุดลำดับ 2 ของทีมที่ 15 ประตูซึ่งมีเพียงเซร์คิโอ การ์เซีย ที่มากกว่าเขาที่ 19 ประตู

มิดเดิลส์เบรอ
ในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 มิดเดิลส์เบรอ ได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อตัว เอสตัวนิ โดยมีค่าตัวอยู๋ที่ 3 ล้าน ยูโร เขาได้ลงเล่นในลีกครั้งแรกในวันที่ 9 สิงหาคมในเกมที่ออกไปเยือนเพรสตันนอร์ทเอนด์ ที่ดีปเดล จากการเป็นตัวสำรองลงมาแทนที่ กีเก ในนาทีที่ 77 โดยผลจบลงที่การเสมอ 0–0 ในอีก 3 วันต่อมาเอสตัวนิได้ลงเล่นใน ฟุตบอลลีกคัพ รอบแรก พบกับ โอลดัมแอทเลติก ที่ บอนด์เดรี พาร์ค โดยเขาทำประตูแรกให้กับสโมสรได้ในเกมนี้ ช่วยให้ต้นสังกัดของเขาเอาชนะไป 3–1 ในวันที่ 25 สิงหาคม ในฟุตบอลลีกคัพ รอบที่สอง ซึ่งทีมของเขาออกไปเยือน เบอร์ตันอัลเบียน เอสตัวนิ สามารถทำประตูตีเสมอเป็น 1–1 ได้ใน 90 นาทีก่อนที่ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เขายังทำเพิ่มได้อีก 1 ประตูช่วยให้ทีมเอาชนะด้วยผลคะแนน 1–2

เอสตัวนิ ทำประตูแรกในลีกได้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2015 ในเกมที่เอาชนะ เชฟฟีลด์เวนส์เดย์ 1–3 เป็นประตูสุดท้ายในนาทีที่ 86

ในวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 2015 เอสตัวนิ ทำประตูได้จากการเปิดบอลมาของ สจวร์ต ดาวนิง ในวินาทีที่ 41 เป็นประตูเดียวในเกมกับ เชฟฟีลด์เวนส์เดย์ ซึ่งเกมนั้นทำให้ มิดเดิลส์เบรอ ขึ้นสู่ลำดับสูงสุดบนตารางคะแนน หลังจากนัดนั้นทีมของเขาก็คงอันดับต้น ๆ ของตารางตั้งแต่นั้นมาใน ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ในวันที่ 7 พฤษภาคม เขาได้ลงเล่นในเกมที่เอาชนะ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ซึ่งนั่นทำให้ มิดเดิลส์เบรอ เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 2016 เอสตัวนิทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ได้ในเกมกับ ซันเดอร์แลนด์ ช่วยให้ทีมเอาชนะไป 2–1 ที่สนามสเตเดียมออฟไลต์

ฌิโรนา
ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2017 เอสตัวนิ ย้ายเข้าร่วมทีม ฌิโรนา สโมสรในสเปนที่พึ่งเลื่อนชั้นมาในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยไม่เปิดเผยค่าตัว เขาลงเล่นให้กับสโมสรเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งเปิดสนามเอสตาดี มอนตีลีบีพบกับ อัตเลติโกมาดริด และยังทำ 2 ประตูในเกมนี้ โดยผลจบลงที่เสมอกัน 2–2

เอสตัวนิ ลงเล่นไป 33 นัดในลีก ในฤดูกาลแรกกับฌิโรนา และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดเป็นลำดับที่ 5 ในลีก จากการยิง 21 ประตู ช่วยให้ทีมจบอับดับที่ 10 บนตารางคะแนนลาลิกา, ในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2019 เอสตัวนิทำได้หนึ่งประตูในเกที่พบกับบาเลนเซีย ซึ่งเป็นประตูที่ 38 ให้กับฌิโรนานั่นทำให้เขาเป็นนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดตลอดกาลของสโมสร

ทีมชาติ
เอสตัวนิลงเล่นทีมชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ในนัดกระชับมิตรที่บุกไปชนะโปแลนด์ 3–1 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 2013 เขาทำประตูแรกในนามทีมชาติได้ ในนัดที่เอาชนะโคลอมเบีย 2–0 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ที่ประเทศอุรุกวัย, ในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 เขาทำประตูได้ในการแข่งขันรอบเพลย์ออฟระหว่างประเทศของฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก พบกับ จอร์แดน นัดแรก ที่อัมมานอินเตอร์เนชันแนลสเตเดียม ซึ่งทีมของเขาเอาชนะด้วยผลคะแนน 5–0 ซึ่งทำให้อุรุกวัยผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย

ผู้จัดการทีมชาติอุรุกวัย โอสการ์ ตาบาเรซ เลือกเอสตัวนินิติดทีมชาติในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย ที่ประเทศบราซิล เขาทำประตูในนัดกระชับมิตรก่อนจะแข่งขันฟุตบอลโลกในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ซึ่งพบกับไอร์แลนด์เหนือ หลังจากลงมาเล่นแทน ดิเอโก ฟอร์ลัน และยังทำได้ 1 ประตูได้ในเกมที่พบกับสโลวีเนีย เขาได้รับโอกาสลงเล่นในนัดแรกของฟุตบอลโลก 2014 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งแพ้ให้กับคอสตาริกา ไป 1–3 ตลอดการแข่งขันเขาทำประตูไม่ได้ และอุรุกวัยตกรอบในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ในปีต่อมา เอสตัวนิ มีชื่อติดทีมโกปาอาเมริกา 2015 ที่ชิลี เอสตัวนิได้ลงเล่นจากการถูกเปลี่ยนตัวลงมาใน 2 นัด ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่พบกับ ปารากวัย และ จาเมกา โดยอุรุกวัยตกรอบในรอบก่อนรองชนะเลิศ

เอสตัวนิ มีชื่อติดทีม 23 คนสุดท้ายของทีมชาติอุรุกวัย เพื่อแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ รัสเซีย ตัวเขาได้ลงเล่นนัดแรก ในวันที่ 30 มิถุนายน ในเกมที่เอาชนะ โปรตุเกส 2–1 ใน รอบ 16 ทีมสุดท้ายจากการถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนที่ของ เอดินซอน กาบานิ ผู้ทำประตูทั้งสอง, ในนัดถัดมาในรอบก่อนรองชนะเลิศ กับฝรั่งเศส เอสตัวนิได้รับโอกาสเป็นตัวจริง แต่เขามีอาการบาดเจ็บและถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 59 ซึ่งสุดท้ายอุรุกวัยแพ้ไป 2–1 ทำให้ตกรอบไปในที่สุด

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เดวิด มอยส์

ufa1688 เดวิด วิลเลียม มอยส์ (อังกฤษ: David William Moyes; เกิด 25 เมษายน ค.ศ. 1963) เป็นอดีตนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด

การจัดการทีม
และเคยเป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนและผู้จัดการทีมเพรสตันนอร์ทเอนด์ ในลีกแชมเปียนชิปด้วย

มอยส์เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1963 ที่เมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์ เคยเป็นนักฟุตบอลในตำแหน่งกองหลัง สังกัดสโมสรต่าง ๆ ในสกอตแลนด์หลายแห่งเช่น เซลติก, เคมบริดจ์ยูไนเต็ด, บริสตอลซิตี เป็นต้น เคยเป็นทั้งผู้จัดการทีม และผู้เล่นของเปรสตันนอร์ธเอนด์ ในฤดูกาล 1998-99 ก่อนจะประกาศยุติการเล่นฟุตบอล เมื่อจบฤดูกาลดังกล่าว

มอยส์มีชื่อเสียงเมื่อเป็นผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน เป็นระยะเวลานานถึง 11 ปี ก่อนจะลาออกมาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 โดยเข้าแทนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งประกาศยุติการทำหน้าที่เมื่อจบฤดูกาล 2012-13 ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม ปีเดียวกัน หลังจากเป็นผู้จัดการทีมมานานถึง 26 ปีครึ่ง ทั้งนี้ มอยส์ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 ของผู้จัดการทีมชาวสกอต ซึ่งทำผลงานได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ รองจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเคนนี แดลกลีช

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของมอยส์ กลับทำผลงานได้ย่ำแย่ โดยเปิดฤดูกาลมา 6 นัดแรก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเก็บคะแนนไปได้เพียง 7 คะแนน และอันดับตกไปอยู่ที่ 12 เป็นสถิติที่แย่ที่สุดในรอบ 24 ปีของสโมสร โดยจากข้อมูลทางสถิติระบุว่า ในช่วงเวลาที่มอยส์คุมทีมเพียงครึ่งฤดูกาล เขาเสียคะแนนไปมากกว่า ส่วนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเคยเสียจากทั้งฤดูกาล

ในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2014 บอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลงมติปลดมอยส์ออกจากตำแหน่ง หลังจากพาทีมไปแพ้เอฟเวอร์ตัน 0-2 ในรายการพรีเมียร์ลีก โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง และมีแนวโน้มว่าจะจบฤดูกาลด้วยอันดับนี้ ซึ่งจะทำให้ไม่ผ่านเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี เนื่องจากเหลือการแข่งขันอีก 4 นัดเท่านั้น โดยแต่งตั้งให้ไรอัน กิกส์ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดการทีมและผู้เล่น เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะจบฤดูกาล โดยฝ่ายบริหารสโมสรจะจ่ายค่าชดเชยอายุสัญญา ที่ยังคงเหลืออีก 5 ปี เป็นเงิน 10 ล้านปอนด์ เนื่องจากมอยส์เซ็นสัญญาไว้เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีของสโมสร ที่บอร์ดบริหารลงมติปลดผู้จัดการทีมออก อย่างกะทันหันเช่นนี้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทางสโมสรจะจ่ายค่าชดเชยให้เพียงแค่ 5 ล้านปอนด์เท่ากับแค่ปีเดียวเท่านั้น เนื่องจากในสัญญาระบุว่าหากทำทีมเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไม่ได้จะลาออก และมีการเปิดเผยอีกว่าเป็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นเองที่เป็นผู้แนะนำให้ผู้บริหารทีมปลดมอยส์ออก

เรอัลโซเซียดัด
มอยส์ว่างงานนานอยู่ถึง 10 เดือน ก่อนที่ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ปีเดียวกันนั้น จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมเรอัลโซเซียดัด ในลาลิกา ของสเปน ด้วยสัญญา 18 เดือน แทนที่ ฆาโคบาร์ อาร์ราเซเต ผู้จัดการคนเก่าที่ถูกปลดออกเนื่องจากทำผลงานได้แย่มาก โดยชนะไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากทั้งหมด 10 นัด ซึ่งในการทำหน้าที่นัดที่ 18 มอยส์สามารถทำให้เรอัลโซเซียดัด เอาชนะทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลนา ไปได้ 1-0 ประตู จากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นบาร์เซโลนา ฌอร์ดี อัลบา ในนาทีที่ 2 ซึ่งมอยส์ได้นำพาทีมให้รอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาลนี้ไปได้ ด้วยจบฤดูกาลที่อันดับ 12

แต่ในต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ทางผู้บริหารทีมเรอัลโซเซียดัดตัดสินใจปลดเดวิด มอยส์ ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากทำผลงานได้แย่ เมื่อทีมตกไปอยู่อันดับ 16 ซึ่งเป็นท้ายตารางคะแนน มีเพียง 9 คะแนน และผลงานในระยะหลัง 5 นัดหลังสุด ชนะเพียงนัดเดียว นอกนั้นแพ้ทั้งหมด

ซันเดอร์แลนด์
ก่อนเปิดฤดูกาล 2016–17 มอยส์เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ แทนที่ของแซม อัลลาร์ไดซ์ ที่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ โยกไปคุมทีมชาติอังกฤษ[10] โดยจบฤดูกาลในอันดับที่ 20 ถูกลดชั้นลงไปเล่นใน อีเอฟแอลแชมเปียนชิป และ มอยส์ ได้ลาออกภายหลังสิ้นสุดฤดูกาล 1 วัน

เวสต์แฮมยูไนเต็ด
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2017 ทางสโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ด ได้ประกาศตั้งเดวิด มอยส์ เป็นผู้จัดการทีมด้วยสัญญา 6 เดือน เพื่อพาเวสต์แฮมยูไนเต็ดให้พ้นจากการตกชั้นใน ฤดูกาล 2017–18 โดยมอยส์สามารถช่วยให้เวสต์แฮมไม่ต้องตกชั้นโดยสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 13 อย่างไรก็ตามเมื่อจบฤดูกาลทางสโมสรก็ไม่ต่อสัญญาทำให้มอยส์ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไป

ผลงานผู้จัดการทีม
เอฟเวอร์ตัน
นำทีมอยู่ในพรีเมียร์ลีก 10 ฤดูกาลติดต่อกัน : ตั้งแต่ฤดูกาล 2002-03 ถึงฤดูกาล 2012-2013 (รางวัลจากประธานสโมสร)
ชนะเลิศ ซีเนียร์คัพ 3 สมัย : 2002-03, 2004-05, 2006-07
เข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ 1 สมัย : 2008-09
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ : 2013

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

คริส โคลแมน

ufa1688 คริสโตเฟอร์ แพทริก โคลแมน, โอบีอี (อังกฤษ: Christopher Patrick Coleman) เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล​และอดีตนักฟุตบอลอาชีพ​ชาวเวลส์​ โดยโคลแมนเคยเป็นผู้จัดการทีมให้กับหลายสโมสรในประเทศอังกฤษรวมถึงเคยคุมทีมในเซกุนดาดิบิซิออน ประเทศสเปนและซูเปอร์ลีกกรีซ ​ก่อนที่จะเป็นที่จดจำจากการเป็นผู้จัดการทีมชาติเวลส์​เมื่อสามารถพาทีมชาติเวลส์ผ่านเข้าไปแข่งขันในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป​ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในปี ค.ศ. 2016 และผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ นอกจากนี้เขายังเคยเป็นผู้จัดการทีมให้กับสโมสรในทวีปเอเชียอย่างสโมสรเหอเป่ย์ ไชน่า ฟอร์จูน ในไชนีสซูเปอร์ลีก ประเทศจีน ในช่วงระหว่างปี 2018–2019

ในสมัยยังเป็นผู้เล่นเขาเล่นในตำแหน่งกองหลัง​โดยเริ่มจากการเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้จึงย้ายไปเล่นให้กับสวอนซี ซิตี ที่ในขณะนั้นยังแข่งขันอยู่ในระดับดิวิชัน 4 (เดิม)​ ของลีกอังกฤษ โดยเขาเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์ดิวิชัน 4 ได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชัน 3 ต่อมาเขาได้ลงเล่นในระดับพรีเมียร์ลีก​เป็นครั้งแรกกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งทำให้เขาก้าวขึ้นไปติดทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ในยุคของ เทอร์รี โยรัธ

ในปี ค.ศ. 1995 แบล็กเบิร์น โรเวอส์ที่เพิ่งได้แชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทุ่มเงินซื้อตัวเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 2.8 ล้านปอนด์แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จโดยไม่สามารถอย่างตำแหน่งตัวจริงภายในทีมได้ ในขณะเดียวกันโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวอียิปต์ได้เข้ามาซื้อสโมสรฟุตบอลฟูลัม​ที่ในขณะนั้นลงแข่งขันในฟุตบอลลีกเซคันด์ดิวิชัน​ และได้ทุ่มเงินสร้างทีมขึ้นใหม่โดยซื้อตัวคริส โคลแมนด้วยค่าตัว 2.1 ล้านปอนด์ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของสโมสรในขณะนั้นเพื่อให้ย้ายจากแบล็คเบิร์น โรเวอส์ในพรีเมียร์ลีกมาเล่นให้กับฟูลัมที่อยู่ต่ำกว่าถึง 2 ดิวิชัน

โคลแมน ย้ายมาร่วมทีมฟูลัมในปี ค.ศ. 1997 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมโดยเป็นผู้เล่นตัวหลักที่พาทีมคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 1998–99 และได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ฟุตบอลลีกเฟิสต์ดิวิชัน​ แต่อาชีพนักฟุตบอลของเขาต้องจบลงเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2001 ซึ่งทำให้ขาของเขาบาดเจ็บอย่างหนัก แม้ฟูลัมจะคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2000–01 ทำให้สโมสรได้เลื่อนชั้นขึ้นไปแข่งขันในระดับพรีเมียร์ลีก​ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แต่เขาก็ไม่สามารถกลับมาเล่นฟุตบอลในระดับสูงได้ จึงได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลในปี ค.ศ. 2002

ประวัติ
โคลแมน มีชื่อเต็มว่า คริสโตเฟอร์ แพทริก โคแมน (Christopher Patrick Coleman) เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ที่เมืองสวอนซี ประเทศเวลส์ ขณะเป็นนักฟุตบอลเล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับหลายสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทั้ง แมนเชสเตอร์ซิตี, สวอนซีซิตี, คริสตัลพาเลซ, แบล็กเบิร์นโรเวอส์ และฟูลัม

ในฐานะเป็นผู้จัดการทีม โคลแมนรับหน้าที่นี้ทันทีหลังจากเลิกเล่นฟุตบอลกับฟูลัม และอีกหลายสโมสร เช่น เรอัลโซเซียดัด ในลาลิกา ของสเปน และในระดับทีมชาติ โคลแมนเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมหลังจากการกระทำอัตวินิบาตกรรมของแกรี สปีด ในปลายปี ค.ศ. 2011ในระยะแรก โคลแมนนำพาทีมแพ้ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง[4] แต่ในที่สุดสามารถนำพาทีมชาติเวลส์เข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 หรือยุโร 2016 ได้สำเร็จ โดยถือว่าเป็นการลงแข่งขันในระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกของเวลส์ด้วยในรอบเกือบ 60 ปี นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1958 และนัดแรกก็สามารถเอาชนะสโลวาเกียไปได้ 2–1 อีกด้วย และทำให้เวลส์กลายเป็นทีมที่น่าจับตามองในการแข่งขันครั้งนี้ ด้วยการเป็นทีมขนาดเล็กแต่สามารถทะลุมาจนถึงรอบรองชนะเลิศได้[4] เวลส์ได้ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศพบกับโปรตุเกส แต่ไม่สามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้โดยแพ้ไป 0-2 ซึ่งต่อมาโปรตุเกสได้เข้าไปพบกับฝรั่งเศสและได้เป็นแชมป์ของรายการนี้

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

อัลลัน

ufa1688  อัลลัน ห้องเครื่องเลือดบราซิลของ นาโปลี ตัดสินใจจรดปากกาเซ็นสัญญากับ เอฟเวอร์ตัน ทีมดังแห่งศึก Premier League   England  ด้วยสัญญาผูกมัดในถิ่นกูดิสัน ปาร์ค เป็นเวลา 3 ปี ดาวเตะเจ้าของค่าตัว 25 ล้านยูโร จะได้โอกาสร่วมงานกับเจ้านายเก่าอีกครั้งกับ คาร์โล อันเชลอตติ สมัยที่ยังอยู่กับ นาโปลี ฟันธงว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในการหวนร่วมงานกับยอดกุนซือที่ได้ชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยคุมเวิล์ดคลาสเพลย์เยอร์เยอะที่สุดบนโลกฟุตบอล

เส้นทางในลีกบ้านเกิด

ย้อนความไปที่จุดเริ่มต้นเส้นทางแข้งของ อัลลัน เขาเติบโตขึ้นมาจากการอยู่ในชุดเยาวชนของ มาดูเดด้า ทีมในบ้านเกิดและถูกยืมตัวไป เดปอร์ติโว มัลโดนาโด้ ในลีกอุรุกวัยในระยะเวลาสั้นๆตอนอายุ 17 ก่อนจะโยกไปยังสโมสรที่ใหญ่ขึ้นอย่าง วาสโก ดา กาม่า และถูกผลักดันให้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ในเวลาต่อมา

หลังมีช่วงเวลาในทีมชุดใหญ่เป็นเวลา 3 ปีกับ วาสโก ดา กาม่า ตัวเขาได้ไปเข้าตาสโมสรจากลีกดังในยุโรป อูดิเนเซ่ ตัดสินใจซื้อตัวมาร่วมทีมในฤดูร้อนปี 2012

เปิดตัวอย่างเร้าใจในแมตช์ยูเว่

อัลลัน ได้เปิดตัวกับ อูดิเนเซ่ ในแมตช์ใหญ่เปิดบ้านต้อนรับ ม้าลายยูเวนตุส และมีส่วนช่วยให้ อันเดรีย ลาซซารี่ เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ในเกมดังกล่าว ซีซั่นแรกกับ อูดิเนเซ่ ภายใต้การคุมบังเหียน ฟรานเชสโก้ กุยโดลิน ตัวเขามักได้รับบทบาทหลักในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ

เพียงแค่ซีซั่นแรก อัลลัน ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักจากการลงสนามไป 36 จาก 38 นัดในลีก และยังมีส่วนช่วยให้ อูดิเนเซ่ จบซีซั่นด้วยการคว้าอันดับ 5 ตีตั๋วไปเล่น ยูโรป้า ลีก ฤดูกาลถัดมา อูดิเนเซ่ มีผลงานไม่ดีนักก่อนจบลงด้วยการรั้งอันดับที่ 13 และเป็นซีซั่นสุดท้ายของ ฟรานเชสโก้ กุยโดลิน ในฐานะกุนซือ

ยังไงก็ดีผลงานของทีมกับพัฒนาการส่วนตัวของ อันลัน ดูจะสวนทางกัน เมื่อตัวเขายกระดับฝีเท้าของตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ แถมยังเติมความครบเครื่องทั้งความนิ่งและทักษะการคุมเกมจนกลายเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่เนื้อหอมคนนึงในเวทียุโรปในการถูกเชื่อมโยงกับสโมสรชื่อดังอย่าง ปีศาจแดง ที่สุดท้ายตัดสินใจทุ่มทุนคว้า พอล ป็อกบา กลับไปร่วมทีม

ยกระดับไปอีกขั้นที่นาโปลี

ในช่วงฤดูร้อนปี 2015 อัลลัน ได้ยกระดับตัวเองไปอีกขั้นจากการย้ายไปร่วมทีมสโมสรที่ใหญ่ขึ้นอย่าง นาโปลี ที่นั่น อัลลัน ได้เล่นร่วมกับนักเตะชั้นยอดไม่ว่าจะกัปตันทีมเวลานั้นอย่าง มาเร็ค ฮัมซิค ศูนย์หน้าระดับพระกาฬ กอนซาโล่ อิกวาอิน และแข้งมหัศจรรย์อย่าง ลอเรนโซ่ อินซิเญ่

ซึ่งตลอดทั้งซีซั่นภายใต้การนำของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ พวกเขานับเป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้สนุกที่สุดในลีก แม้บทบาทของเขาจะไม่ได้ทำให้มีโอกาสทำประตูให้ทีมนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อัลลัน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญให้เพื่อนร่วมทีมเดินหน้าทำเกมลุกได้อย่างเต็มที่

จุดหัวเลี้ยวหัวต่อกับความท้าทายใหม่

หลังจากเปลี่ยนผ่านยุค เมาริซิโอ ซาร์รี่ มาเป็น คาร์โล อันเชลอตติ ตัวเขายังคงมีบทบาทสำคัญให้กับสโมสรเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อกับปมความขัดแย้งระหว่าง ออเรลิโอ เด เลาเรนติส ประธานสโมสรที่มีต่อบรรดานักเตะในทีมจากประเด็นการหนีแคมป์ที่ถูกสั่งตรงจากท่านประธานที่ไม่พอใจฟอร์มในเวลานั้น

อันเชลอตติ ต่างรู้เห็นเป็นใจกับเหล่านักเตะเป็นอันให้เฮดโค้ชมากฝีมือต้องถูกเด้งออกจากตำแหน่งก่อนจะไปรับโปรเจคสุดท้าทายในการปลุกปั้นทีมดังอย่าง เอฟเวอร์ตัน ใน Premier League ทันที

อัลลัน ยังคงอยู่ในสายตาของกุนซือเลือดอิตาลีผู้นี้ และในที่สุดก็ได้กลับมาผนึกกำลังกันอีกครั้งโดยแข้งหน้าใหม่ที่ถูกเซ็นเข้ามาไล่เลี่ยกันทั้ง อับดูเลย์ ดูคูเร่ กับ ฮาเมส โรดริเกวซ จะเข้ามาผนึกกำลังร่วมกันในถิ่นกูดิสัน ปาร์ค ซึ่งซีซั่นใหม่ที่จะเริ่มต้นนี้ก็นับว่าน่าชมน่าดูทีเดียวว่า เอฟเวอร์ตัน ในยุคซูเปอร์โมดิฟายจะสร้างสีสันได้มากมายขนาดไหนในลีกที่การแข่งขันหฤโหดที่สุดในโลกฟุตบอล

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

โชเซ มูรีนโย กลับบ้านเก่าเชลซี

ufa1688 เป็นการกลับมาบ้านเก่าอีกครั้งของมูรีนโย โดยเซ็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมประเดิมนักเตะคนแรก อันเดร เชือร์เลอ ในงานแถลงข่าว นักข่าวถามมูรีนโยว่ารู้สึกอย่างไรที่อันเดรส อีเนียสตา กล่าวว่าเขาทำให้วงการฟุตบอลในสเปนเสื่อมเสีย มูรีนโยตอบว่า เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาเหนือบาร์เซโลนาด้วยการทำแต้มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่กำเนิดวงการฟุตบอลสเปนขึ้นมาร้อยกว่าปี ทำประตู 121 ประตู สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในโกปาเดลเรย์ เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในกัมนอว์ ถิ่นของพวกเขา เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในสแปนิชซูเปอร์คัพ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเจ็บสุด ๆ (They hurted) มูรีนโยบอกว่าการคุมทีมระดับเชลซีโดยทำได้เพียงคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ถือเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะถ้วยนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เป็นการเหน็บแนมราฟาเอล เบนีเตซ ตามสไตล์ของเขา ปี 2015 เขาพาเชลซี คว้าแชมป์ลีกคัพ และพรีเมียร์ลีก

แต่ผลงานของเชลซี ในฤดูกาล 2015–16 ไม่ดีเสียเลย แม้จะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มก็ตาม แต่ผลงานในพรีเมียร์ลีกเมื่อผ่านไป 16 นัด เชลซีแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด โดยอยู่ในอันดับที่ 16 ของตารางคะแนน มีคะแนนเหนือทีมที่อยู่ในอันดับ 17 ซึ่งเป็นกลุ่มตกชั้น คือ สวอนซีซิตี เพียงคะแนนเดียว ทำให้ในปลายปี 2015 ทางผู้บริหารเชลซีจึงได้ตัดสินใจปลดมูรีนโยออกจากตำแหน่ง  ทั้งนี้มีการเปิดเผยถึงสาเหตุของการปลดครั้งนี้ นอกจากผลงานไม่ดีแล้ว มูรีนโยยังมีเหตุทะเลาะกับผู้เล่นหลายคนในทีมอีกด้วย 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

โชเซ มูรีนโย กลับบ้านเก่าเชลซี

ufa1688 เป็นการกลับมาบ้านเก่าอีกครั้งของมูรีนโย โดยเซ็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมประเดิมนักเตะคนแรก อันเดร เชือร์เลอ ในงานแถลงข่าว นักข่าวถามมูรีนโยว่ารู้สึกอย่างไรที่อันเดรส อีเนียสตา กล่าวว่าเขาทำให้วงการฟุตบอลในสเปนเสื่อมเสีย มูรีนโยตอบว่า เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาเหนือบาร์เซโลนาด้วยการทำแต้มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่กำเนิดวงการฟุตบอลสเปนขึ้นมาร้อยกว่าปี ทำประตู 121 ประตู สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในโกปาเดลเรย์ เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในกัมนอว์ ถิ่นของพวกเขา เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในสแปนิชซูเปอร์คัพ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเจ็บสุด ๆ (They hurted) มูรีนโยบอกว่าการคุมทีมระดับเชลซีโดยทำได้เพียงคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ถือเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะถ้วยนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เป็นการเหน็บแนมราฟาเอล เบนีเตซ ตามสไตล์ของเขา ปี 2015 เขาพาเชลซี คว้าแชมป์ลีกคัพ และพรีเมียร์ลีก

แต่ผลงานของเชลซี ในฤดูกาล 2015–16 ไม่ดีเสียเลย แม้จะผ่านเข้ารอบ 16 ทีมในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มก็ตาม แต่ผลงานในพรีเมียร์ลีกเมื่อผ่านไป 16 นัด เชลซีแพ้ไปแล้วถึง 9 นัด โดยอยู่ในอันดับที่ 16 ของตารางคะแนน มีคะแนนเหนือทีมที่อยู่ในอันดับ 17 ซึ่งเป็นกลุ่มตกชั้น คือ สวอนซีซิตี เพียงคะแนนเดียว ทำให้ในปลายปี 2015 ทางผู้บริหารเชลซีจึงได้ตัดสินใจปลดมูรีนโยออกจากตำแหน่ง  ทั้งนี้มีการเปิดเผยถึงสาเหตุของการปลดครั้งนี้ นอกจากผลงานไม่ดีแล้ว มูรีนโยยังมีเหตุทะเลาะกับผู้เล่นหลายคนในทีมอีกด้วย 

Categories
บอลไทย

เมสัน ฮอลเกต

ufa1688 เมสัน แอนโทนี โฮลเกต (อังกฤษ: Mason Anthony Holgate , 22 ตุลาคม พ.ศ. 2539) นักฟุตบอลชาวอังกฤษปัจจุบันลงเล่นให้กับทีม เอฟเวอร์ตัน และ ทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ในตำแหน่งกองหลัง

อาชีพ
บาร์นสลีย์
โฮลเกตเริ่มต้นเป็นนักฟุตบอลด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของทีมไอ้ตูบ บาร์นสลีย์ เมื่อ ค.ศ. 2005 ขณะอายุเพียง 9 ปีกระทั่งได้ขึ้นมาร่วมทีมสำรองและได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อ ค.ศ. 2014 โดยฤดูกาลแรกและฤดูกาลเดียวของเขาลงเล่นไปทั้งสิ้น 20 นัดทำได้ 1 ประตู

เอฟเวอร์ตัน
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2015 โฮลเกตได้รับการติดต่อจากทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ให้เข้ามาทดสอบฝีเท้ากับทางสโมสรแต่ไม่ได้รับการเซ็นสัญญาและเป็นทางด้านเอฟเวอร์ตันที่เซ็นสัญญาคว้าตัวโฮลเกตเป็นระยะเวลา 5 ปีด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 2015

กระทั่งในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 2016 หรือ 1 ปีหลังจากเซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตันโฮลเกตได้ลงประเดิมสนามกับทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินในศึก พรีเมียร์ลีก นัดที่เอฟเวอร์ตันเสมอกับ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ไป 1–1

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

วลาดิมีร์ สตอยคอวิช

ufa1688 วลาดิมีร์ สตอยคอวิช (เซอร์เบียซีริลลิก: Владимир Стојковић; เกิดวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1983) เป็นนักฟุตบอลชาวเซอร์เบียที่เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูให้กับพาร์ทีซานและทีมชาติเซอร์เบีย เขาเคยเล่นให้กับทั้งสองสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเซอร์เบียนซูเปอร์ลีกา ได้แก่ เรดสตาร์ เบลเกรด และพาร์ทีซาน นอกจากนี้ ยังเคยเล่นให้กับสปอร์ติงในปรีไมราลีกา

สตอยคอวิชเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ทำประตูได้ โดยในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2012 เขาทำประตูจากจุดโทษในนัดแรกของเซอร์เบียนซูเปอร์ลีกาฤดูกาล 2012–13 นัดที่เปิดบ้านเอาชนะ บีเอสเค บาร์ชา 7–0

สตอยคอวิชลงเล่นให้กับทีมชาติเซอร์เบียทั้งสิ้น 84 นัด และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติในการแข่งขันฟุตบอลโลกสามครั้งและโอลิมปิกฤดูร้อน 2008

เกียรติประวัติ
เรดสตาร์

เซอร์เบียนซูเปอร์ลีกา: 2005–06
เซอร์เบียแอนด์มอนเตเนโกรคัพ: 2001–02
สปอร์ติง

Taça de Portugal: 2007–08
Supertaça Cândido de Oliveira: 2007
พาร์ทีซาน

เซอร์เบียนซูเปอร์ลีกา: 2010–11, 2011–12, 2012–13
เซอร์เบียนคัพ: 2010–11, 2017–18, 2018–19
Maccabi Haifa

อิสราเอลสเตตคัพ: 2015–16
เซอร์เบียและมอนเตเนโกร รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รองชนะเลิศ: 2004
รางวัลส่วนตัว

นักฟุตบอลเซอร์เบียแห่งปี: 2017
ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของเซอร์เบียนซูเปอร์ลีกา: 2012–13, 2017–18
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของพาร์ทีซาน: 2013

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

มีกาแอล กุยซ็องส์

ufa1688 มีกาแอล บรูว์โน ดอมีนิก กุยซ็องส์ (ฝรั่งเศส: Michaël Bruno Dominique Cuisance; เกิดวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1999 ที่สทราซบูร์ ประเทศฝรั่งเศส) เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส เขาเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับไบเอิร์นมิวนิกในบุนเดิสลีกา

สโมสรอาชีพ
โบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค
วันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 2017 กุยซ็องส์เซ็นสัญญากับสโมสรโบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัคในบุนเดิสลีกา เขาลงเล่นนัดแรกให้กับสโมสรเมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2017 ในนัดที่เปิดบ้านเอาชนะชตุทท์การ์ท ในลีก 2–0 โดยเขาลงเล่นในช่วงครึ่งหลัง แทนที่คริสท็อฟ คราเมอร์ กุยซ็องส์ถูกลงคะแนนให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสรประจำฤดูกาล 2017–18 จากการทำผลงานที่ดีในตำแหน่งกองกลาง

ไบเอิร์นมิวนิก
วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2019 กุยซ็องส์เซ็นสัญญากับไบเอิร์นมิวนิกด้วยค่าตัวประมาณ 10 ล้านยูโร สัญญามีผลถึงปี ค.ศ. 2024 เขาลงเล่นนัดแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ในนัดที่เอาชนะไมนทซ์ 05 6–1 โดยเขาลงเล่นเป็นตัวสำรองแทนที่ชียากู ซิลวา ในนาทีที่ 79 ในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2020 เขาทำประตูแรกในบุนเดิสลีกาในนัดที่เอาชนะว็อลฟส์บวร์ค 4–0

เกียรติประวัติ
ไบเอิร์นมิวนิก 2

ดริทเทอลีกา: 2019–20
ไบเอิร์นมิวนิก

บุนเดิสลีกา: 2019–20
เดเอ็ฟเบ-โพคาล: 2019–20
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก: 2019–20
รางวัลส่วนตัว

ทีมยอดเยี่ยมประจำฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี: 2018
ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของโบรุสซีอาเมินเชินกลัทบัค: 2017–18

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

เซบัสทีอัน เพรอเดิล

ufa1688 เซบัสทีอัน เพรอเดิล (เยอรมัน: Sebastian Prödl; เกิดวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1987) เป็นนักฟุตบอลชาวออสเตรียผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับอูดีเนเซในอิตาลี เขาเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรชตวร์มกราทซ์ใน ค.ศ. 2006 สองปีถัดมา เขาย้ายไปเล่นในเยอรมนีกับแวร์เดอร์เบรเมินจนถึง ค.ศ. 2015 ส่วนในนามทีมชาติ เขาได้เล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่มาตั้งแต่ ค.ศ. 2007 โดยเขาเป็นตัวแทนของชาติในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2008 และ 2016

เพรอเดิลเคยเป็นกัปตันทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีในการแข่งขันฟุตบอลโลกเยาวชน 2007 ที่ประเทศแคนาดา ซึ่งเขาช่วยให้ออสเตรียจบอันดับที่สี่ของการแข่งขัน เขาเป็นผู้เล่นชาวออสเตรียเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยมในรายการนั้นโดยนิตยสารอิตาลี กัซเซตตาเดลโลสปอร์ต

หลังจากที่ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกใน ค.ศ. 2007 เพรอเดิลได้ลงเล่นนัดแรกให้กับทีมชาติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 ในนัดที่พบกับสกอตแลนด์ ต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2008 เพรอเดิลทำสองประตูในนัดกระชับมิตรที่พบกับเนเธอร์แลนด์ ต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2008 ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 นัดที่พบกับโปแลนด์ เขาถูกทำฟาล์วในกรอบเขตโทษในนาทีที่ 92 เรียกจุดโทษให้กับออสเตรียได้สำเร็จ โดยลูกโทษนั้นถือเป็นประตูเดียวของออสเตรียในรายการแข่งขันนั้น