Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ยูเซบิโอ ดา ซิลวา แฟร์ไรร่า (Eusébio da Silva Ferreira)

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : ยูเซบิโอ ดา ซิลวา แฟร์ไรร่า
วันเกิด : 25 มกราคม 1942 
สถานที่เกิด : โลเร็นโก้ มาร์เควสต์, โมซัมบิค
ส่วนสูง : 1.77 เมตร (5 ฟุต 9 นิ้วครึ่ง)
ทีมชาติ : โปรตุเกส (รีไทร์)
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติความเป็นมา

ยูเซบิโอ อดีตนักฟุตบอลระดับตำนานของโลกและของประเทศโปรตุเกส มีชื่อเต็มๆ ว่า ยูเซบิโอ ดา ซิลวา แฟร์ไรร่า เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1942 ที่เมืองโลเร็นโก้ มาร์เควสต์ ประเทศ โมซัมบิค ซึ่งหากจะกล่าวว่า ยูเซบิโอ เป็นนักเตะที่นำพา โปรตุเกส ก้าวขึ้นสู่ความเป็นทีมฟุตบอลชั้นนำของยุโรปและของโลกก็คงจะไม่เกินไปนักถึงขั้นได้รับสมญานามว่า ‘Black Panther’หรือ ‘Black Pearl’ โดยเขาคือผู้ยิง 9 ประตูในฟุตบอลโลกปี 1966 ที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นนักเตะแอฟริกัน คนแรกของโลก ที่ได้รับรางวัลนี้

เริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง

“ไอ้เสือดำแห่งโมซัมบิก” เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับทีมเล็กๆในระแวกบ้านเกิดอย่าง สปอร์ติ้ง คลับ โลเร็นโก้ มาร์เควสต์ ยูเซบิโอ มีแววดีตั้งแต่สมัยเด็กๆด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ (1.75 เมตร หนัก 73 กิโลกรัม) จิตใจห้าวหาญ ไม่ยากนักที่ทีมใหญ่ๆของ ลิสบอนจะให้ความสนใจ ทั้ง สปอร์ติ้ง ลิสบอน ยันไปถึง เบนฟิก้า อีกฟากนึงของประเทศ

ยูเซบิโอ ได้เซ็นสัญญากับ เบนฟิก้า ตอนอายุ 18 แต่กว่าจะได้ลงเล่นเกมชุดใหญ่ครั้งแรกก็ต้องอาศัยเวลา 1 ปีเต็ม และยิงประตูได้ซะด้วย จากนั้นมาก็ยิงไม่หยุดให้กับยอดทีมแห่งเมืองหลวง รวมแล้วกับการลงเล่นในเกมลีกสูงสุดของโปรตุเกส 301 เกม ยิงไป 317 ประตู เป็นสถิติที่น่าขนลุกใช่ย่อย

คุณสมบัติของยอดนักเตะรายนี้นับเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้จัดการทีมกับนักเตะตำแหน่งกองหน้า มีทั้งความแข็งแกร่ง, ดุดัน และความเร็วที่ผิดธรรมดาตรงข้ามกับรูปร่าง โดยเฉพาะยามครองบอล บุคลิกอันคล่องแคล่วของ ยูเซบิโอถูกนำไปเปรียบเทียบกับ แมว ซึ่งเจ้าตัวได้ฝึกฝนตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ เตะบอลตามถนนแถวบ้าน

ยูเซบิโอ ใช้เวลา 2 ปีกับเบนฟิก้า ในการเป็นตัวหลักพาทีมคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ เหนือ ทีมเต็งของ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ เรอัล มาดริด เมื่อปี 1962 รวมถึงคว้ารองแชมป์ถ้วยใบนี้ ได้ 3 สมัย กับ เบนฟิก้า ในปี 193, 1965 และ 1968 อีกด้วย

ในปี 1965 ยูเซบิโอ ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป ก่อนที่ในปี 1968 เขาจะสามารถคว้ารางวัล โกลเด้น บูท ได้ครั้งแรก ในฐานะที่เป็นนักเตะที่ยิงประตูได้มากที่สุดในทวีปยุโรป และในอีก 5 ปี ถัดมา ยูเซบิโอ ก็สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวได้อีกครั้ง

อาจกล่าวได้ว่า ช่วงระยะเวลาค้าแข้ง 15 ปี กับ เบนฟิก้า ยูเซบิโอ ได้สร้างสถิติมากมายให้กับสโมสรแห่งนี้ โดยเขาเคยคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีกดิวิชั่น 1 โปรตุเกส ถึง 7 ครั้ง ในช่วงปี 1964-1973 และช่วยให้ทีม "เหยี่ยวแดงลิสบอน" คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ถึง 11 สมัย (1961, 1963-65, 1967-69, 1971-73, 1975) รวมถึงแชมป์บอลถ้วยอีก 5 ครั้ง (1962, 1964, 1969, 1970, 1972) นอกจากนี้ เขายังมีสถิติยิงประตูให้กับทีม เบนฟิก้า ไปถึง 727 ลูก จากการลงสนามทั้งสิ้น 715 นัด โดยหากนับเฉพาะเกมในลีก เขาก็ยิงประตูได้ถึง 317 ลูก จากการลงสนาม 301 นัด

หลังจากใช้ชีวิตนักเตะอย่างรุ่งโรจน์กับ เบนฟิก้า ในที่สุด ยูเซบิโอ ก็ตัดสินใจย้ายไปเล่นยังต่างแดนในลีกฟุตบอลของทวีปอเมริกาเหนือ (North American Soccer League หรือ NASL) โดยในช่วงระหว่างปี 1975 ถึง 1977 ยูเซบิโอ ได้เล่นให้กับทีม บอสตัน มินูเมน (1975) และ มอนเตเรย์ (1976) ก่อนที่ เขาจะย้ายกลับมาค้าแข้งในโปรตุเกสอีกครั้ง กับทีมเล็กๆ ในลีก อย่าง เอสซี ไบร่า-มาร์ ทีมในดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1976/77

แต่จากนั้นไม่นาน ยูเอซีบิโอ ก็เหินฟ้ากลับไปเล่นในลีกทวีปอเมริกาเหนืออีกครั้งกับทีม โตรอนโต้ เมโทรส-โครเอเชีย (1976) และ ลาสเวกัส ควิกซิลเวอร์ (1977) และประสบความสำเร็จสูงสุดกับทีม นิวเจอร์ซี่ย อเมริกันส์ ในฤดูกาล 1977/78 ด้วยการพาต้นสังกัดความแชมป์ลีกได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็กลับมาเล่นในโปรตุเกสอีกครั้ง กับทีมเล็กๆ อย่าง ยูนิเอา เดอ โตมาร์ ทีมในดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1977/78

ทีมชาติโปรตุเกส

ยูเซบิโอ ได้ลงเล่นเกมแรกให้กับทีมชาติเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1962 เจอกับ ลักเซมเบิร์ก แต่เกมสำคัญและมีความหมายจริงๆที่ “ไอ้เสือดำ” ได้ลงเล่นคือเกมในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อปี 1966 ซึ่งเป็นยุคเริ่มๆของ โมเดิร์น ฟุตบอลแล้ว และยูเซบิโอ ก็สร้างปรากฏการณ์ได้ในทัวร์นาเมนต์นั้นเช่นกัน

ในรอบแรก โปรตุเกส เตะ ฮังการีตกรอบด้วยสกอร์ 3-1 ตามด้วยบัลแกเรีย (3-0) และแมตช์ที่แฟนๆไม่มีวันลืมคือการเจอกับเต็งแชมป์อย่าง บราซิล ที่โดน ยูเซบิโอ ขย่มบัลลังก์ พ่ายเละด้วยสกอร์ 3-1

รอบควอเตอร์ ไฟนัล เป็นเกมที่ประวัติศาตร์เวิล์ดคัพต้องจารึกไว้ โปรตุเกส ตามหลัง เกาหลีเหนือ ถึง 3-0 แต่ในที่สุดทีมจากแดนฝอยทองกลับมาได้อย่างน่าตื่นเต้นจาก 4 ประตูของ “ไอ้เสือดำ” ก่อนชนะไปชนิดแทบไม่มีใครอยากเชื่อว่าคือความจริงด้วยสกอร์ 5-3 ซึ่งเกมนั้นส่งให้ ยูเซบิโอ และทั้งทีมโปรตุเกส ถูกจารึกในพงศาวดารฟุตบอลโลกทันทีในฐานะ เป็นทีมคัมแบ็กสุดยอด และเป็นแมตช์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดของทัวร์นาเมนต์

ในรอบตัดเชือก โปรตุเกสเจอของแข็ง เจ้าภาพ อังกฤษ แชมป์ทัวร์นาเมนต์นั้น ซึ่งพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2 แต่กับสถิติของ ยูเซบิโอ ยิง 9 ประตูใน 6 เกม ย่อมได้รับสิ่งตอบแทนบ้างคือพาโปรตุเกสขึ้นรับเหรียญอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์ แต่จากนั้นชื่อเสียงของนักเตะผู้นี้ก็ได้รับการกล่าวถึงไปอีกยาวจวบจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ยูเซบิโอ ก็ไม่เคยได้แข่งขันในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ในปีอื่นๆ เลย โดยเขามีส่วนร่วมกับทีมชาติโปรตุเกส แม้ว่าเขาจะมีส่วนในทีม ชุดที่ทำศึกฟุตบอลโลก คัดเลือก ในปี 1970 และ 1974 ก็ตาม และเกมนัดสุดท้ายในนามทีม "ฝอยทอง" ของเขาก็เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่เสมอกับ บัลแกเรีย 2-2 ในวันที่ 19 ตุลาคม 1973 ก่อนที่หลังจากนั้น เขาจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในที่สุด 

 

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

ระดับสโมสร
สปอร์ติ้ง คลับ โลเร็นโก้ มาร์เควสต์
– ลีก โมคัมบิก : 1960

สปอร์ติ้ง ลิสบอน
– แชมป์ดิวิชั่น 1 โปรตุเกส : 1961, 1963, 1964, 1965, 1967, 1968, 1969, 1971, 1972, 1973, 1975
– แชมป์โปรตุกีส คัพ : 1962, 1964, 1969, 1970, 1972
– แชมป์ถ้วยเกียรติยศของโปรตุเกส : 1963, 1965, 1968, 1973, 1975
– แชมป์ถ้วยยุโรป : 1961, 1962

นิวเจอร์ซี่ อเมริกันส์
-แชมป์ลีกทวีปอเมริกาเหนือ (เอ็นเอเอสแอล) : 1976

โปรตุเกส
ฟุตบอลโลก : อันดับ 3 (1966)

ระดับส่วนตัว

เหรียญเงินนักฟุตบอลชาวยุโรปยอดเยี่ยม: 1962
นักฟุตบอลชาวยุโรปยอดเยี่ยมในลีกฝรั่งเศส: 1965
ดาวซัลโวยูโรเปี้ยนคัพ: (9 ประตู) 1965
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีเวิร์ลดซอคเกอร์: 1965  
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1966: (9 ประตู)
เหรียญเงินนักฟุตบอลชาวยุโรปยอดเยี่ยม: 1966
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีเวิร์ลดซอคเกอร์: 1966
ดาวซัลโวยูโรเปี้ยนคัพ: (7 ประตู) 1966
ดาวซัลโวยูโรเปี้ยนคัพ: (6 ประตู) 1968
รองเท้าทองคำ : 1968, 1973 (42, 40 ประตู)

เหรียญรางวัลมาดามตูซาส
ดาวซัลโวลีกสูงสุดโปรตุเกส : (42 ประตู)
ฟุตบอลทองคำของโปรตุเกส: 1991
นักกีฬายอดเยี่ยมชาวโปรตุเกส: 1970  
นักกีฬายอดเยี่ยมชาวโปรตุเกส: 1973
1957-1978 ทำประตูได้รวม: 1137 ลูก

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ (Florian Niederlechner)

ประวัติ Florian Niederlechner ( ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ ) เกิดวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1990 นักฟุตบอลชาวเยอรมนี ความสูง 1.87 เมตร หรือ 6 ฟุต 20 นิ้ว ตำแหน่ง กองหน้า ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสร เอาก์สบวร์ก ในศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน สวมเสื้อหมายเลข 7

ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรเยาวชนครั้งแรกกับ SV Hohenlinden และ TSV 1860 มิวนิค และ TSV Ebersberg จนถึงปี 2008-2010 ได้เริ่มต้นขึ้นมาเล่นในระดับฟุตบอลอาชีพร่วมกับ Falke Markt Schwaben เป็นสโมสรท้องถิ่นในเยอรมัน และในปี 2010-2011 ร่วมกับสโมสร FC Ismaning , ปี 2011-2013 สโมสร อุนเตอร์ฮัคกิ้ง จากนั้นสองปีต่อมาได้ย้ายมาเล่นให้กับ ไฮเดนไฮม์ เป็นสโมสรในบุนเดสลีกาสอง ต่อมาปี 2015-2017 ย้ายมาเล่นกับสโมสร ไมนซ์ 05 , ปี 2016-2017 ได้ถูกยืมตัวมาเล่นให้กับสโมสร สโมสรกีฬาไฟรบวร์ค ต่อมาในปี 2019 มาร่วมเล่นให้กับสโมสร เอาก์สบวร์ก ซึ่งเป็นสโมสรปัจจุบันในตอนนี้

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาได้ยิงจุดโทษพลาด

ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ ดาวยิงตัวเก่งของ เอาก์สบวร์ก ออกมาบอกว่าการที่ไม่มีเสียงเชียร์ของแฟนบอลในสนามทำให้เขายิงจุดโทษพลาดไป

“ผมทำพลาดที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ในฐานะคนยิงจุดโทษ การแข่งขันที่เงียบสงัดมันแย่มากจริงๆ ผมไม่ได้หาข้ออ้างนะ”

“จริงๆแล้วที่ผมคิดคือผมจะยิงไปทางขวาเหมือนทุกครั้ง แต่ผมปล่อยให้สถานการณ์เข้ามามีอิทธิพลกับผมมากไป”

“ปกติแล้วแล้วผมจะเป็นฮีโร่ แต่ในครั้งนี้ผมกลายเป็นคนโง่ไปเลย มันรู้สึกแย่มากที่เป็นแบบนี้”

จากคำพูดเขาทำให้หลายสื่อออกมาวิจารณ์กันหนักมาก 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ยูยะ โอซาโกะ (Ōsako Yūya)

ยูยะ โอซาโกะ (ญี่ปุ่น: 大迫 勇也 โรมาจิ: Ōsako Yūya) เป็นนักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นซึ่งเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับสโมสรแวร์เดอร์เบรเมินและทีมชาติญี่ปุ่น

วันเกิด    18 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 (30 ปี)
สถานที่เกิด    คาเซดะ จังหวัดคาโงชิมะ ประเทศญี่ปุ่น
ส่วนสูง    1.82 เมตร

1860 มิวนิก
ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557 โอซาโกะเซ็นสัญญาเข้าร่วมกับสโมสรเทเอสเฟา 1860 มิวนิกเพื่อลงแข่งขันในครึ่งหลังของฤดูกาล 2014–2015ในการแข่งขันนัดแรกกับฟอร์ทูนาดึสเซิลดอร์ฟ เขาสามารถทำประตูขึ้นนำได้ก่อนจะเสมอกันไป 1–1 และสามารถทำประตูไปได้ 6 ประตูจากการลงแข่งขัน 15 นัด

แอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิล์น
เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 โอซาโกะเซ็นสัญญาย้ายเข้าไปร่วมกับสโมสรแอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิล์นเป็นเวลา 3 ปี โดยมีรายงานข่าวว่าต้นสังกัดเดิมของโอซาโกะได้แก่คาชิมะ แอนต์เลอส์และ 1860 มิวนิกได้รับค่าตัวจากการย้าย 1.5 ล้านยูโรและ 500,000 ยูโรตามลำดับ[6][5] เดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 โอซาโกะตกลงต่อสัญญากับเคิล์นจนถึงช่วงฤดูร้อน พ.ศ. 2563 ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561 โอซาโกะลงแข่งขันในนัดที่เคิล์นแพ้เอ็สเซ ไฟรบวร์คด้วยผล 3–2 และตกชั้นในนัดนั้น

แวร์เดอร์เบรเมิน
16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 มีรายงานประกาศว่าโอซาโกะจะย้ายไปเข้าร่วมกับแวร์เดอร์เบรเมินในฤดูกาล 2018–19 นัดแรกที่ลงแข่งขันเป็นการแข่งขันเดเอ็ฟเบ-โพคาลรอบแรก พบกับวอร์มาเตีย วอร์มส์ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561 โอซาโกะทำประตูแรกด้วยลูกโหม่งและสามารถเอาชนะไปได้ด้วยผล 6–1

ผลงานระดับนานาชาติ
โอซาโกะมีรายชื่อในทีมชาติญี่ปุ่นเข้าแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โดยในการแข่งขันนัดแรกพบกับทีมชาติโคลอมเบีย ลูกโหม่งของโอซาโกะทำให้ญี่ปุ่นชนะโคลอมเบียด้วยผล 2–1 และกลายเป็นประตูประวัติศาสตร์ที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติแรกจากเอเชียที่สามารถเอาชนะชาติจากอเมริกาใต้ได้

สโมสรเยาวชน
Bansei Soccer Sports Boys
2003–2005    โรงเรียนมัธยมต้นคาโงชิมะอิกูเอกัง
2006–2008    โรงเรียนมัธยมปลายคาโงชิมะโจเซ

สโมสรอาชีพ
2009–2013   คาชิมะ แอนต์เลอส์    
2014      1860 มิวนิก    
2014–2018   แอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิลน์    
2018–         เอ็สเฟา แวร์เดอร์เบรเมิน    
 

Categories
Uncategorized

ประวัติ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

เข้ามาเสริมเกมรุกให้กับหงส์แดงลิเวอร์พูล หลังจากที่เขาย้ายมาจากเชลซีในวันที่ 2 มกราคม 2013 ufa1688

กองหน้ารายนี้เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮมในวันที่ 1 กันยายน 1989 และเริ่มเล่นฟุตบอลด้วยการเป็นผู้เล่นเยาวชนที่สโมสรในบ้านเกิดของเขาเองอย่าง แอสตัน วิลล่า ก่อนจะย้ายไปโคเวนทรี และ Manchester City ในปี 2003

เกมแรกที่เขาเจอกับหงส์แดงลิเวอร์พูล เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ปี 2006 ขณะที่เขาคือผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของซิตี้ในตอนนั้น สเตอร์ริดจ์ ยิงไป 4 ประตูนำทีมทะลุเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ แต่ทีมเยาวชนของหงส์แดงลิเวอร์พูลพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาแข็งแกร่งกว่าด้วยการเอาชนะซิตี้ 3-2

ฟอร์มอันน่าประทับใจในชุดเยาวชน ทำให้เขาได้รับสัญญาผู้เล่นอาชีพฉบับแรก และออกสตาร์ทฤดูกาล 2006-07 ด้วยการซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี
จนกระทั่งได้ลงเล่นเกมแรกด้วยการลงเล่นเป็นตัวสำรองในเกมที่พบเรดดิ้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ก่อนที่ดาวรุ่งรายนี้จะต้องพักนาน 9 เดือน เพื่อรักษาอาการเดี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกของเขา

หลังจากรักษาอาการบาเจ็บแล้ว เขากลับมาตั้งใจทำผลงานให้กับทีมอีกครั้ง ก่อนจะทำประตูแรกให้กับตัวเองในทีมชุดใหญ่ได้ในเดือนมกราคม 2008 และหลังต่อไป 3 วัน เขาได้รับโอกาสลงเล่นเต็มเกมในเกมที่พบดาร์บี้

เขาจบฤดูกาล 2007-08 อย่างสวยงาม แม้ว่าจะเล่นในทีมเยาวชนเป็นส่วนมากก็ตาม เมื่อเขาคว้าดาวซัลโว และพาMan Cityคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพได้สำเร็จ
หลังจากฤดูกาลดังกล่าว สเตอร์ริดจ์ เริ่มมีบทบาทในทีมชุดใหญ่ของMan City เขาลงสนาม 16 เกม และยิงได้ 4 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ ด้วยการเล่นที่พัฒนาอย่างเรื่อยๆ ทำให้เขาคว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรไปครอง

ยังไงก็ตาม รางวัลที่เขาได้รับเป็นเพียงรางวัลเดียวที่ได้กับ เรือฝบสีฟ้า เนื่องจากเขาต้องย้ายไปร่วมทีมเชลซีในเดือนกรกฎาคม 2009

หลังจากสร้างความประทับใจให้กับทีมใหม่ เขาได้ลงเล่นเกมแรกในทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ ในเกมที่พบซันเดอร์แลนด์ ในเดือนสิงหาคม 2009 และออกสตาร์ทตัวจริงครั้งแรกในเกมลีก คัพ ที่พบโบลตัน

หลังจบฤดูกาลแรกกับเชลซี สเตอร์ริดจ์ คว้าดาวซัลโวเอฟเอ คัพ ด้วยจำนวน 4 ประตู ก่อนที่ทีมดังจากลอนดอนจะคว้าดับเบิ้ลแชมป์ด้วยการเอาชนะพอร์ทสมัธ 1-0 ที่เวมบลีย์

ฤดูกาล 2010-11 สเตอร์ริดจ์ มีโอกาสลงเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกในเกมที่พบเอ็มเอสเค ซิลิน่า จากสโลวาเกีย และยิง 4 ประตูจาก 21 เกมที่ลงเตะ ยังไงก็ตาม ในวันสุดท้ายก่อนปิดตลาดซื้อขายผู้เล่นเดือนมกราคม ปี 2011 เขาย้ายไปเล่นให้โบลตันแบบยืมตัว

สเตอร์ริดจ์ เริ่มฉายแววในถิ่นรีบอร์ค สเตเดี้ยม เมื่อเขาทำประตูได้ตั้งแต่เกมแรกที่ลงเตะ และทำประตูอย่างสม่ำเสมอในพรีเมียร์ ลีก ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยจำนวน 8 ประตูจาก 12 เกมที่ลงเตะให้โบลตัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยิงประตูไอ้ปืนใหญ่อีกด้วย

ต่อไปเขากลับมายังเชลซีอีกครั้ง กุนซือคนใหม่ของทีมอย่าง อังเดร วิลลาส-โบอาซ มักจะใช้งาน สเตอร์ริดจ์ ในตำแหน่งริมเส้น ด้วยการให้เขาพยายามเลี้ยงตัดเข้าในจากตำแหน่งริมเส้นทางด้านขวาเป็นประจำ

เขามีชื่อบนท้านั่งสำรองในเกมรอบชิงฯ ทั้งในเอฟเอ คัพและแชมเปี้ยนส์ ลีก และจบฤดูกาล 2011-12 ด้วยจำนวนประตู 13 ลูก

และเวลาสำหรับเขากับเชลซีก็จบลง เมื่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ดึงตัว สเตอร์ริดจ์ ไปร่วมทีมในช่วงตลาดซื้อขายผู้เล่นเดือนมกราคม 2013

สเตอร์ริดจ์ ใช้เพียง 7 นาทีในการทำประตูแรกให้กับหงส์แดงลิเวอร์พูล ในเกมเอฟเอ คัพที่พบแมนฟิลด์ ทาวน์ ในวันที่ 6 มกราคม 2013

หลังต่อไป สเตอร์ริดจ์ กระหน่ำทำประตูในเกมที่พบปีศาจแดงในอีกอาทิตย์ถัดมา ร่วมถึงเกมเปิดบ้านที่พบนอริชด้วย นั่นทำให้ สเตอร์ริดจ์ กลายเป็นผู้เล่นหงส์แดงคนแรกในรอบ 40 ปีที่ทำประตูได้ติดต่อกัน 3 เกมแรก

การทำประตูได้อย่างเรื่อยๆ แสดงให้เห็นสัญชาตญาณในการทำประตูของเขา โดยหลังต่อไป เขาทำคนเดียว 3 ประตูแรกในอาชีพค้าแข้งได้สำเร็จในเกมที่หงส์แดงเอาชนะฟูแล่ม 3-1 ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2013

แม้ สเตอร์ริดจ์ จะมีอาการเดี้ยงในช่วงพรีซีซั่นฤดูกาล 2013-14 แต่เจ้าของหมายเลข 15 ก็สามารถกลับมาทำประตูได้ 5 เกมติดต่อกัน และพัฒนาฟอร์มการเล่นจนกลายเป็นคู่หูในแดนหน้าคู่กับ หลุยส์ ซัวเรซ

หลังจบฤดูกาลดังกล่าว แดเนี่ยล ซัดทำประตูมากกว่า 20 ลูกให้กับหงส์แดง ช่วยให้สโมสรคว้าอันดับ 2 ในพรีเมียร์ ลีก และถูกวางเป็นกองหน้าตัวหลักให้กับทีมชาติเมืองผู้ดี

เขามีชื่อลุ้นรางวัลทั้งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอและผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปีของพีเอฟเอ ซึ่ง 21 ประตูที่ สเตอร์ริดจ์ ทำได้ เป็นรองแค่คู่หูของเขาอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ในตำแหน่งดาวซัลโวเท่านั้นเอง

หลังจากมีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมแล้ว เขาเดินทางไปเล่นฟุตบอลโลกที่บราซิล 2014 และสามารถทำประตูได้ในเกมแรกของทัวร์นาเม้นท์ที่แพ้อิตาลี 2-1 อีกด้วย

สเตอร์ริดจ์ เริ่มต้นฤดูกาล 2014-15 ได้อย่างสุดยอด เขาทำประตูได้ในเกมแรกที่ชนะเซาแธมป์ตัน ก่อนจะต่อสัญญาระยะยาวกับทีมในเดือนตุลาคม 2014

ฤดูกาล 2014-15 เป็นหนึ่งในฤดูกาลที่น่าเสียใจของเขา เขาห่างหายไปจากสนามเป็นเวลานาน และใช้เวลาไปในการรักษาอาการเดี้ยงนั่นเอง

Categories
Uncategorized

ประวัติ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์

ประวัติ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์

ชื่อเต็ม : แบรนดอน พอล ไบรอัน วิลเลี่ยมส์ (Brandon Paul Brian Williams)
วันเดือนปีเกิด : 3 กันยายน 2000 (อายุ 19 ปี)
สถานที่เกิด : เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศ England
ส่วนสูง : 171 เซ็นติเมตร
ตำแหน่ง : แบ็คซ้าย

แบ็คซ้ายทีเด็ดบอลชุดวันนี้อนาคตไกลทีมชาติ England เกิดในวันที่ 3 กันยายน ปี 2000 ตัวเขาไต่เต้าลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของ แมนฯยู จนฟอร์มไปเข้าตา โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมของทีมจนถูกดันก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัวในปี 2019 และด้วยผลงานที่ค่อนข้างแจ่มแจ๋ว วิลเลี่ยมส์ ยังถูกเรียกตัวติดทีมชาติทีเด็ดบอลชุดวันนี้เมืองผู้ดีชุดยู-20 อีกด้วย ด้วยความบ้าเลือดวิ่งไล่แบบไม่มีหมดทำให้ตัวเขาถูกหนีบไปกับทีมด้วยผลบอลเมื่อคืนทุกลีกในศึก UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก่อนที่ “ปีศาจแดง” จะพลิกนรกผ่านเข้ารอบไปได้สำเร็จ แม้ตัวเขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมทีเด็ดบอลชุดวันนี้แต่การได้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชุดใหญ่ก็สุดยอดเกินกว่าเด็ก 19 จะหวังไว้ล่ะครับ


จนในที่สุดโอกาสในการประเดิมชุดใหญ่ก็มาถึงเมื่อตัวเขาเมื่อได้รับโอกาสลงสนามในศึกคาราบาว คัพ ที่เจอกับโรชเดล ทีมจากศึกลีก วัน ก่อนในวันนั้นแมนฯยู ทีเด็ดบอลชุดวันนี้จะดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ในที่สุดหลังต่อไป วิลเลี่ยมส์ ก็ได้รับโอกาสลงเล่นในเกมบอลถ้วยเสมอมาทั้ง คาราว บาว และ ยูโรป้า ลีก ก่อนที่นัดสำคัญที่สุดในชีวิตผลบอลเมื่อคืนทุกลีกก็คือการได้ประเดิมสนามศึก Premier League ในเกมแดงเดือดที่เปิดบ้านโอล์ด แทร็ฟฟอร์ด เจอกับหงส์แดง นั่นเอง หลังต่อไปในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2019 วิลเลี่ยมส์ ก็ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในศึก Premier League ที่พบกันไบร์ทตัน แถมยังโชว์ฟอร์มได้สะเด่าจนหลังหมดเวลาได้รับการโหวตจากกองเชียร์ให้รับรางวัล “แมน ออฟ เดอะ แมตช์”

เจมส์ชื่นชม’วิลเลียมส์’เล่นแจ่มมากน้อง-ชี้ผีน่ายิงได้ 7-8 ลูก

รางวัลส่วนตัว

แมนฯ ยู

  • แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมที่ชนะไบร์ทตัน 3-1
  • ซัดทำประตูแรกให้กับทีมชุดใหญ่ในแมตช์ที่เสมอกับ เชฟฯยูไนเต็ด 3-3

ออกสตาร์ทตัวจริงได้ดีสำหรับการลงเล่นเป็นตัวจริงทีมชุดใหญ่ของ “แบรนดอนวิลเลียมส์” แบ็คซ้ายวัย 19 ปีแห่งสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดทีเด็ดบอลชุดวันนี้ในศึกยูโรปา และก่อนหน้าผลบอลเมื่อคืนทุกลีกนี้เขายังได้คงเล่นเป็นตัวสำรองในเกมคาราบาวคัพ ด้วยการช่วยทีมตีเสมอรอชเดล 1-1 ก่อนที่ทีมจะสามารถเอาชนะจากการดวลจุดโทษไปในที่สุด

แบรนดอนวิลเลียมส์ เด็กปั้นเรดอาร์มมี่ไต่ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ได้อย่างสวยงาม
Manchester United
ตำแหน่งการเล่น
ตำแหน่งถนัดคือทีเด็ดบอลชุดวันนี้ แบรนดอนวิลเลียมส์ แบ็คซ้ายและเป็นพวกนักเตะในแผนกที่เรียกว่า ‘แบ็คซ้ายแต่เล่นด้วยเท้าขวา’ โดยวิลเลี่ยมเป็นประเภทที่สามารถโยกไปเล่นอีกฝากของสนามได้ แต่มันก็อาจฝืนธรรมชาติที่ตัวเขาถนัดเสียหน่อย แต่ทว่าเขาก็พอยืดหยุ่นอยู่ได้บ้าง ทั้งการลากเลื้อยไปเปิดบอล และหลอกคู่ต่อสู้

รวมปไถึงบางผลบอลเมื่อคืนทุกลีกทียังสามารถขยับเข้าไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฮาร์ฟได้อีกด้วย เพราะนอกจากมีความเร็วของแบรนดอนวิลเลียมส์แล้ว ตัวเขายังมีรูปร่างที่สูงพอได้เรื่องถึง 176 เซนติเมตร ซึ่งในวัยที่เพียง 19 ปี มันยังพอเติบโตได้อีกสักหน่อย

ปีศาจแดง

สไตล์การเล่น
แน่นอนด้วยตำแหน่งที่เล่นอย่างแบ็คซ้าย แบรนดอนวิลเลียมส์จึงเป็นพวกสายลุยไปข้างหน้า ทีเด็ดบอลชุดวันนี้บุกทะลุทะลวงเติมเกมรุกจนสุดเส้น ส่วนเกมรับก็เป็นพวกกัดไม่ปล่อย ดุดันแบบสุดๆ ข้าบอลหนัก สกัดบอลขาด เรียกได้ว่าเป็นสไตล์แข้ง England ขนานแท้

นอกต่อไปในเรื่องของสกิลการจ่ายบอลทีเด็ดบอลชุดวันนี้เจ้าหนูแบรนดอนวิลเลียมส์คนนี้ยังยอดเยี่ยมอีกด้วย โดยเฉพาะการจ่ายบอลทะลุช่องให้แนวรุกสอดขึ้นไปทำประตู เรียกได้ว่าโดดเด่นกว่าลูกเปิดครอสจากด้านข้างเสียอีก

ส่วนในเรื่องการเลี้ยงบอล ด้วยความี่เป็นคนสปีดจัดจ้าน และชอบลากเลื้อยด้วยตัวเองทีเด็ดบอลชุดวันนี้ขึ้นมาจากแดนหลัง ทำให้เขาชอบจะโดนคู่แข่งตัดฟาวล์อยู่บ่อยครั้ง และจะหมดพลังงานไปในการขึ้น-ลง มากพอสมควร แต่นั้นเป็นสิ่งที่สามารถปรับกันได้

สิ่งที่ต้องทำ
ด้วยอายุที่เพียง 19 ปี แต่การได้ก้าวขึ้นมาสูดบรรยากาศกับทีมชุดใหญ่แล้ว มั่นใจว่าความกดดันมันก็ยังถาโถมเข้ามาแบบผลบอลเมื่อคืนทุกลีกไม่ทันตั้งตัว เพราะฉะนั้นการได้เรียนรู้จากรึ่นพี่ในทีมจึงเป็สิ่งที่สำคัญ เพราะมันจะเป็ส่วนต่อเติมในการได้รับโอกาสลงสนาม

และถ้ายังรักษาร่างกาย และวินัยในตัวเองเชื่อเหลือเกินว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้ เพราะในอนาคตอันใกล้ในตำแหน่งแบ็คขวา นอกจาก ชอว์ แล้ว แมนฯยูไนเต็ดก็แทบไม่เหลือใครให้ใช้บริการในตำแหน่งนี้แล้ว

ทั้งนี้ด้วยการเป็นเด็กเทพของสโมสรจึงทำให้ได้มีโอกาสรับหน้าที่แทน ชอว์ ที่มีอาการผลบอลเมื่อคืนทุกลีกเดี้ยงกล้ามเนื้อต้นขาในเกมลีกที่ไปพลาดท่าแพ้คารังให้กับคริสตัลพาเลซไป 1-2 ควรต้องพักฟื้นยาวหนึ่งเดือน และยังมีผลต่อสาวกที่สนุบสนุนแบ็คตัวเติมเกมส์รายนี้ลงสนาทีเด็ดบอลชุดวันนี้มเป็นตัวจริง เพราะอยากจะเห็น แบรนดอนวิลเลียมส์ ขึ้นมาฉายฟอร์มในชุดใหญ่อย่างจริงจัง

Categories
Uncategorized

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!