Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ฮันส์ ฮาเตบัวร์

ชื่อเต็ม : ฮันส์ ฮาเตบัวร์
วันเดือนปีเกิด : 9 มกราคม 1994 
สถานที่เกิด : เบียร์ต้า, เนเธอร์แลนด์
ส่วนสูง : 187 ซม.
ตำแหน่ง : แบ็กขวา

   ufa1688  ฮันส์ ฮาเตบัวร์ เป็นนักฟุตบอลชาวฮอลแลนด์ที่เล่นตำแหน่งแบ็กขวาให้กับสโมสรอตาลันต้า บีซี เขาเล่นให้กับทีมชาติฮอลแลนด์ด้วยในเกมนานาชาติ ฮันส์เป็นผลผลิตเยาวชนของสโมสรโกรนิงเก้น เขาใช้เวาลา 3 ปีครึ่งในลีกเอเรดิวิชี่กับสโมสรก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมอตาลันต้าในปี 2017

เส้นทางอาชีพระดับสโมสร

     เขาเป็นผลผลิตของอคาเดมี่โกรนิงเก้น ลงเล่นเกมแรกในปี 2013 ก่อนที่จะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ดัตช์ คัพ ฤดูกาล 2014/15 ซึ่งนั่นเป็นแชมป์ใหญ่รายการแรกของสโมสรและทำให้ทีมได้ไปเล่นในรายการยูโรป้า ลีก

     ในฤดูกาลสุดท้ายของสัญญาเขาแสดงความชัดเจนว่าต้องการย้ายออกจากทีมตามกฎบอสแมนดังนั้นโกรนิงเก้นจึงขายเขาให้อตาลันต้าในช่วงตลาดเปิดเดือนมกราคมแทนที่จะเสียเขาไปแบบไม่มีค่าตัวในฤดูร้อน ตอนที่เขาย้ายออกไปฮาเตบัวร์ได้รับเครดิตจากการเป็นกองหลังที่ทำแอสซิสต์เยอะที่สุดในลีกฮอลแลนด์ฤดูกาลนั้น

     ในปี 2017-18 ฮาเตบัวร์กลายเป็นนักฟุตบอลตัวหลักของอตาลันต้าและมีข่าวว่าได้รับความสนใจจากเอซี มิลาน

     ในปี 2019-20 ฮาเตบัวร์ ลงเล่นเกม UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดที่หนึ่งในนัดที่อตาลันต้าพ่ายยับดินาโม ซาเกร็บ 0-4 ฮาเตบัวร์ยิงประตูได้ถึง 2 ประตูในนัดที่อตาลันต้าชนะบาเลนเซีย 4-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย

เส้นทางอาชีพระดับทีมชาติ
     ในเดือนมีนาคม 2018 เขาได้รับเรียกติดทีมชาติฮอลแลนด์ชุดใหญ่ครั้งแรก มันเป็นเกมกระชับมิตรกับทีมชาติ England และโปรตุเกส

     ฮาเตบัวร์ได้ลงเล่นเกมแรกเต็มๆนัดที่เล่นกับเมืองผู้ดีวันที่ 23 มีนาคม 2018 ที่อัมสเตอร์ดัม อารีน่า เขาได้ลงเล่นเกมทีมชาติอีกครั้งหลังห่างหายไปเกือบ 2 ปีนัดที่ทีมเอาชนะทีมชาติโปแลนด์ 1-0 ในศึก UEFA  เนชั่นส์ ลีก เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2020 เขาเล่นได้อย่างน่าประทับใจรวมไปถึงการจ่ายให้ เบิร์กไวจ์น ตะบันประตูชัยด้วย

เกียรติประวัติ

โกรนิงเก้น
แชมป์ดัตช์ คัพ : 2014-15

 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ลุค แชดวิค (Luke Chadwick)

ufa1688 

ตำแหน่ง กองกลาง, ปีกขวา
วันเกิด 18 พฤศจิกายน 1980 
สถานที่เกิด แคมบริดจ์, อังกฤษ
ส่วนสูง 180
ทีมชาติ อังกฤษ
เข้าร่วมทีม มิถุนายน 1997

ลุค แชดวิค เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การได้ลงเล่นเคียงข้างกับนักเตะชั้นเยี่ยมทั้งหลายแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขา "เจ้าหนูผี" รายนี้สร้างความประทับใจให้แฟนๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ทักษะการเลี้ยงบอลของแชดวิคนั้นชวนให้ลุ้นเสมอ เซอร์ อเล็กซ์ เปิดโอกาสให้เขาลงสนามมากขึ้นเพื่อทดสอบว่าเขาจะรับมือกับฟุตบอลระดับสูงสุดได้เพียงใด เขาเพิ่งจะอายุได้เพียง 20 ปี ตอนที่เซอร์ อเล็กซ์ ใส่ชื่อเขาไว้ในทีมชุดสู้ศึกยุโรปเมื่อปี 2000 ซึ่งแสดงให้เห็นพัฒนาการที่รวดเร็วหลังจากกลับมาจากการยืมตัวที่รอยัล อันท์เวิร์ป ในเบลเยียม ซึ่งเขาช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นได้ในปีนั้น

แม้จะเกิดที่แคมบริดจ์ แต่เขาเริ่มต้นอาชีพที่โรงเรียนฟุตบอลของอาร์เซนอล และได้รับข้อเสนอสัญญาจากทั้งที่ไฮบิวรี่ และโอลด์ แทรฟฟอร์ด

"ผมคิดว่าโอลด์ แทรฟฟอร์ด ดูจะอบอุ่นกว่า ผมเลยตัดสินใจมาที่นี่" แชดวิค บอก "การได้ลงเล่นที่เบลเยียมช่วยให้ผมพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ เพราะการลงเล่นในทีมชุดใหญ่นั้นไม่เปิดโอกาสให้คุณเล่นผิดพลาด"

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยื่นสัญญา 4 ปีให้เขาและนั่นเป็นช่วงเวลาที่สุดยอดในชีวิตของแชดวิคเลยก็ว่าได้ กับทีมชาติอังกฤษ แชดวิคลงเล่นหลายระดับ ทั้ง U18 และ U21 ซึ่งเขาประเดิมนัดแรกด้วยการยิงหนึ่งประตูในชัยชนะเหนือลักเซมเบิร์ก 5 – 0

ถึงแม้ว่าแชดวิคจะไม่ได้เล่นให้สโมสรจนกระทั่งกลับมาจากการยืมตัวเมื่อเดือนตุลาคมปี 2000 แต่เขาก็ยังได้ลงเล่นถึง 22 นัด และ 16 นัดในลีกก็เพียงพอต่อเหรียญแชมป์

ความสามารถในการเล่นปีกของเขา เปิดโอกาสให้เซอร์ อเล็กซ์ มีทางเลือกในการจัดทีมมากขึ้น โดยสามารถโยก เดวิด เบคแฮม เข้าไปเล่นตรงกลางได้ สไตล์การเล่นของเขาละม้ายคล้าย จอร์จ เบสต์ ซึ่งเบสต์เคยพูดถึงแชดวิคด้วยว่า "สิ่งที่ผมชอบในตัวเด็กคนนี้คือ เขาชอบเอาชนะกองหลัง ผมชื่นชอบการเล่นแบบนั้น"

แชดวิคลงเล่นให้ทีมนัดแรกวันที่ 13 ตุลาคม ปี 1999 ลงเป็นตัวจริง ในลีก คัพ รอบ 3 พบกับแอสตัน วิลล่า ที่วิลล่า ปาร์ค (แพ้ 0 – 3) แต่ว่าอนาคตของแชดวิคไม่ได้รุ่งเรืองอย่างที่แฟนๆ คาดหวัง เขาไม่สามารถก้าวขึ้นยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมชุดใหญ่ได้ หลังจากได้ไปเล่นแบบยืมตัวกับเรดดิ้ง และเบิร์นลี่ย์ ในฤดูกาล 2003-2004 แชดวิคก็ย้ายไปร่วมทีมเวสต์ แฮม ยูไนเต็ด เป็นการถาวรในฤดูกาล 2004-2005 แบบไม่มีค่าตัว จากนั้นก็ย้ายไปสโต๊ค ซิตี้ และนอร์วิช ซิตี้

 

Categories
บอลไทย

อันเดร์ เอร์เรร่า (Ander Herrera)

ตำแหน่ง กองกลาง, มิดฟิลด์
วันเกิด 14 สิงหาคม 1989
สถานที่เกิด สเปน
ทีมชาติ สเปน U21
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2014

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เซ็นสัญญาคว้าตัว อันเดร์ เอร์เรร่า มิดฟิลด์จากแอธเลติก บิลเบา มาร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อย ทำให้เขาได้กลายมาเป็นนักเตะคนแรกที่ย้ายเข้ามาร่วมทีมในยุคของ หลุยส์ ฟาน กัล

อันเดร์ เอร์เรร่า เป็นนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางวัย 24 ปี เขาเกิดที่เมืองบิลเบาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1989 เขาร่ำเรียนทักษะลูกหนังกับเรอัล ซาราโกซ่า ก่อนที่จะได้เลื่อนขั้นจากชุดสำรองไปติดทีมชุดใหญ่ เขาช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นไปเตะในลา ลีกา ได้ในปี 2009 จากนั้น 2 ปีต่อมา เอร์เรร่าก็ย้ายไปเล่นกับแอธเลติก บิลเบา ทีมในเมืองที่เขาเกิดด้วยค่าตัวตามรายงานคือ 6.6 ล้านปอนด์

เขาเป็นหนึ่งในสามขุนพลในแดนกลางของทีมร่วมกับ ออสการ์ เด มารกอส และ อันเดร์ อิตูร์ราสเป้ เขาเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมยกระดับขึ้นมาได้ในวงการฟุตบอลสเปน รวมถึงในเวทียุโรปด้วย ในฤดูกาลแรกของเอร์เรร่าที่ซาน มาเมส ภายใต้การคุมทีมของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ทางสโมสรได้เป็นรองแชมป์ยูโรป้า ลีก และโกปา เดล เรย์ เขามีอาการบาดเจ็บรบกวนเล็กน้อยในฤดูกาล 2012/13 โดยตอนนั้นมีนักเตะชื่อดังหลายคนย้ายออกจากทีมไป สุดท้ายเอร์เรร่าก็เรียกความฟิตกลับมาช่วยให้ทีมรอดพ้นโซนตกชั้นได้สำเร็จ จากผลงานตอนนั้นทำให้เขาเป็นเป้าสนใจจากหลายสโมสรรวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยเช่นกันตามข่าว แต่เพลย์เมคเกอร์รายนี้ก็ตัดสินใจอยู่กับทีมต่อไป โดยในฤดูกาลที่ผ่านมาเขาลงเล่นไป 33 เกม และยิงได้ 5 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าอันดับที่ 4 มาครอง

เมื่อเดือนมีนาคม 2012 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของแอธเลติก บิลเบา ในศึกยูโรป้า ลีก เกมนั้นทีมปีศาจแดงแพ้ไป 2-3 ซึ่งต้องยอมรับว่าลูกทีมของบิเอลซ่าเล่นกันได้สุดยอดมาก เอร์เรร่าเองก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในค่ำคืนนั้น เขาอยู่ในสนาม 86 นาที และก็ทำแอสซิสต์ให้กับ เด มาร์กอส จากนั้นในเลกที่ 2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็บุกไปพ่ายอีกครั้งที่ซาน มาเมส ทำให้ทีมปีศาจแดงร่วงตกรอบ หลังความพ่ายแพ้ครั้งนั้น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้กล่าวว่า "ความขยันของแอธเลติก บิลเบา ถือว่ามีมากกว่าที่ผมเคยเห็นจากทีมไหนๆ ในยุโรปเลย แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของความขยันเท่านั้น พวกเขายังมีนักเตะที่ดีมากอยู่ในทีมด้วย พวกเขาจะไปได้ไกล"

เอร์เรร่าติดทีมชาติสเปนมาแล้วทุกระดับยกเว้นทีมชุดใหญ่ เขาเคยลงเล่นร่วมกับ ดาบิด เด เคอา และ ฮวน มาต้า มาแล้วในทีมกระทิงดุชุดยู-21 เขาได้ลงเล่นไป 3 เกมให้กับทีมชาติสเปนชุดลุยโอลิมปิกที่อังกฤษในปี 2012 จากนั้นหลังจากการร่วงตกรอบแบ่งกลุ่มของสเปนในฟุตบอลโลก 2014 ทำให้เริ่มมีการพูดถึงการดันมิดฟิลด์รุ่นใหม่ขึ้นมา บางทีเอร์เรร่าอาจได้ประเดิมสนามในเร็วๆ ก็ได้ หากว่าเขาเกิดทำผลงานได้อย่างเข้าตาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

"อันเดร์เป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่ามหัศจรรย์ เขามีพลังขับเคลื่อน และการสร้างสรรค์เกม เราเชื่อว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเตะรุ่นใหม่ที่ดีที่สุดในสเปนตอนนี้ และผมก็มั่นใจว่าเขาจะต้องเอาชนะใจแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แน่ ผมดีใจที่เขาตัดสินใจเดินทางมาที่แมนเชสเตอร์ พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตของสโมสร" ไรอัน กิ๊กส์ กล่าว

เอร์เรร่าพูดถึงการย้ายทีมครั้งนี้ว่า "การเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเหมือนฝันที่เป็นจริง ผมเคยลงเตะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด กับแอธเลติกมาแล้วในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก และนั่นก็ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์การค้าแข้งของผมจนถึงตอนนี้เลย ผมย้ายมาอยู่ที่นี่เพื่อทำทุกอย่างที่สามารถช่วยให้ทีมบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ผมมาถึงที่นี่ตั้งแต่วันอังคาร ผมตื่นเต้นที่จะได้ใช้ชีวิตในเมืองแมนเชสเตอร์ และก็แทบอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ลงเล่นในเสื้อสีแดงอันโด่งดังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

สตีฟ บรูซ (Steve Bruce)

ตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ค
วันเกิด 31 ธันวาคม 1960 
สถานที่เกิด นอร์ธัมเบอร์แลนด์, อังกฤษ
ส่วนสูง 183
ทีมชาติ อังกฤษ ชุดบี
เข้าร่วมทีม 17 ธันวาคม 1987

ถือว่าเป็นนักเตะที่คุ้มค่าทุกปอนด์ในราคา 825,000 ปอนด์ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จ่ายเป็นค่าตัวของเขาให้กับนอริช ซิตี้ โดยตอนนั้นเขาย้ายมาในเวลา 2 สัปดาห์ก่อนที่จะอายุครบ 27 ปีในเดือนธันวาคม 1987 ถือเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดเท่าที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยทำมา

สตีฟ บรูซ ได้ยืนเป็นกองหลังตัวกลางคู่กับ แกรี่ พัลลิสเตอร์ และทั้งคู่ก็ได้รับการยอมรับว่าทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งราวกับหินผา ทั้งคู่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกในปี 1993, 1994 และ 1996 ในฐานะทีมที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับความสำเร็จในยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ (1991), เอฟเอ คัพ (1994 และ 1996) และลีก คัพ (1992)

ประตูที่น่าจดจำสำหรับบรูซก็คือการขึ้นโขกท้ายเกมคนเดียว 2 ประตูในเกมที่พบกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ นั่นช่วยให้ทีมปีศาจแดงคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 1992/93 ได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นพลังขับเคลื่อนสโมสรเข้าสู่ฟุตบอลในยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริง

บรูซนั้นเป็นผลผลิตจากวอลล์เซนด์ บอยส์ คลับ อันโด่งดัง สโมสรแห่งนี้ปั้นนักเตะอย่าง อลัน เชียเรอร์, ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ และรายล่าสุดที่มีชื่อเสียงก็คือ ไมเคิล คาร์ริค แต่สำหรับบรูซนั้นเส้นทางสู่อาชีพค้าแข้งก็มีปัญหาอยู่บ้าง ในวัย 16 ปีเขาถูกปฏิเสธจากทั้งซันเดอร์แลนด์, โบลตัน วันเดอเรอร์ส, เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ และเซาธ์พอร์ต โดยทุกทีมให้เหตุผลว่าตัวของเขาเล็กเกินไป บรูซถึงกับต้องหันไปทำงานเป็นช่างประปาฝึกหัดให้กับบริษัทสวอน ฮันเตอร์ แต่ก่อนที่เขาจะหันไปทำแบบเต็มตัว เขาก็ได้รับข้อเสนอจากจิลลิ่งแฮมยื่นเข้ามา

หลังจากที่ได้ประเดิมสนามในลีกให้กับจิลลิ่งแฮมในช่วงต้นฤดูกาล 1979/80 ซึ่งเขาเพิ่งมีอายุแค่ 17 ปี เขาก็ได้ลงสนามอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งลงเล่นให้สโมสรไปมากกว่า 200 เกม จากนั้นนอริช ซิตี้ ก็จ่ายเงิน 135,000 ปอนด์คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในเดือนสิงหาคม 1984 โดยที่แคร์โรว์ โร้ด นั้น บรูซคว้าแชมป์ลีก คัพ ได้ด้วยในปี 1985 จากนั้นในปีต่อมาก็คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ก่อนที่จะย้ายมาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด น่าแปลกที่เขาไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเลย เขาทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ติดทีมสิงโตคำรามชุดบีเท่านั้นเอง

เขาย้ายออกจากทีมปีศาจแดงแบบไร้ค่าตัวในปี 1996 โดยไปเล่นกับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ตลอดเวลา 9 ปีกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาลงเล่นไปทั้งหมด 414 เกม และยิงประตูได้ 51 ลูก ที่ยิงได้มากขนาดนั้นก็เพราะว่าเขารับหน้าที่ยิงลูกจุดโทษให้กับทีมด้วย และในฤดูกาล 1990/91 เขาก็ถึงกับเป็นดาวซัลโวร่วมรวมทุกรายการของทีมเลยด้วยจำนวน 19 ประตู

ในปี 1998 เขาเริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีม จากนั้นก็มารับงานที่ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์, วีแกน แอธเลติก (2 สมัย), คริสตัล พาเลซ, เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และซันเดอร์แลนด์ โดยทุกวันนี้เขาทำหน้าที่เป็นกุนซือฮัลล์ ซิตี้ ทำศึกพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาล 2013/14 อยู่

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

อเล็กซานเดอร์ ซง บิลลง

ซง มีชื่อเต็มว่า อเล็กซานเดอร์ ซง บิลลง เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ปี 1987 ที่ ดูอาล่า ประเทศแคเมอรูน เป็นหลานชายของ ริโกแบร์ ซง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟกัปตันทีม "หมอผี" ชุดใหญ่ อดีตผู้เล่นของ หงส์แดงลิเวอร์พูล ทุกวันนี้ ซง ค้าแข้งอยู่กับ ไอ้ปืนใหญ่ ยอดทีมในศึกพรีเมียร์ชิพ เมืองผู้ดี ในตำแหน่ง กองหลัง

เริ่มต้นชีวิตค้าแข้ง

2003-2006 บาสเตีย

เส้นทางค้าแข้งของ ซง เริ่มต้นในฝรั่งเศส จากการเข้าร่วมเป็นดาวเตะเยาวชนของ บาสเตีย เมื่อฤดูกาล 2003-2004 และใช้เวลาเพียงฤดูกาลเดียวในการก้าวขึ้นมายึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ และรวมแล้วได้ลงเล่นตลอดปีนั้นไปถึง 34 นัดเลยทีเดียว เป็นเหตุให้ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรยอดทีม ได้แก่ อินเตอร์ มิลาน,ปีศาจแดง, โอลิมปิก ลียง และ มิดเดิ้ลสโบรช์

แต่ใครเล่าจะช่ำชองวิธีเข้าหาเด็กมากไปกว่า ไอ้ปืนใหญ่ ของ อาร์แซน เวนเกอร์ โดยกุนซือชาวฝรั่งเศส ได้จัดการเชิญให้ ซง มาร่วมทดสอบฝีเท้ากับสโมสรในช่วงปรีซีซั่นที่ประเทสออสเตรีย และในช่วงเวลาไม่กี่คืน ซง ก็เสียตัว! เอ๊ย หลงคารมปล่อยตัวปล่อยใจให้ "ไอ้ปืนใหญ่" ไปหมดสิ้น เซ็นสัญญาย้ายมาเป็นเด็กในสังกัด "ปืนโต" แบบยืมตัว ฤดูกาล 2005-2006

2006 ไอ้ปืนใหญ่
 
ไอ้ปืนใหญ่ ค่อยๆ ฟูมฟัก ปล่อยให้หลาน ซง ได้ลงสัมผัสเกมสร้างกระดูกแบบเบาะๆ ไป 5 นัด ต่อไปก็ปฏิบัติการเซ็นสัญญา 4 ปี ซื้อตัวมาจาก บาสเตีย เป็นการถาวร ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ (66 ล้านบาท) แบบแยบยล ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 โดยดาวเตะ "หมอผี" ซึ่งเล่นได้ทั้งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและมิดฟิลด์ตัวรับนั้น ถูกส่งลงเปิดซิงในเกม Premier League  ที่ ไอ้ปืนใหญ่ เชือดนิ่ม เอฟเวอร์ตัน 2-0 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2005 ในฐานะตัวสำรอง และได้ลงเป็นตัวจริงเล็กน้อยในช่วงปลายซีซั่นช่วงที่ เชส ฟาเบรกาส และ จิลแบร์โต้ ซิลวา มีปัญหาเดี้ยงหรือถูกจับพัก

การได้สวมชุด "เดอะ กันเนอร์ส" ด้วยวัยเพียง 18 ปี เท่านี้ก็สามารถการันตีความเก่งกาจของ ซง ได้ในระดับหนึ่ง เพราะสายตาของ เวนเกอร์ นั้น ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าแหลมเปี้ยวยิ่งกว่าไอ้นั่นเสียอีก ถูกใจเด็กคนไหน โอกาสที่เด็กมันจะเกิดถือว่ามีมากเหลือเกิน และในปี 2007 ซง ก็สามารถทำประตูแรกให้ ไอ้ปืนใหญ่ ได้ ในเกมคาร์ลิ่ง คัพ ที่บุกไปถล่ม หงส์แดง 6-3 เมื่อวันที่ 9 มกราคม

กระนั้น โอกาสที่ ซง จะเบียดรุ่นพี่ระดับพระกาฬขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงได้นั้น ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะพี่ๆ ที่ยืนขวางทางมาตลอดนั้นมีนามหนาวๆ ทั้งนั้น อาทิ โซล แคมป์เบลล์, โคโล ตูเร่, วิลเลี่ยม กัลลาส หรือแม้แต่ ฟิลิปป์ เซนเดรอส ยังงี้ เวนเกอร์ ก็เลยเลือกที่จะปล่อยให้ตัวเขาไปหาประสบการณ์กับ ชาร์ลตัน แอธเลติก แบบยืมตัวตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม ถึงหมดลงซีซั่น 2006-2007 ดีกว่า

ผลงานของ ซง นั้น โดดเด่นเหลือหลาย นั่นคือการนำ "ดาบอัศวิน" ตกชั้น ก่อนเผ่นแน่บกลับมาอยู่กับ ไอ้ปืนใหญ่ อย่างสบายใจเฉิบตามเดิม แต่อย่าเข้าใจผิดไป เพราะความจริงแล้ว ซง ทำหน้าที่สกัดกั้นอย่างสุดความสามารถจนได้รับคำชมนับไม่ถ้วน

เข้าถึงฤดูกาล 2007-2008 ซง กลายเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักของ ไอ้ปืนใหญ่ ยามลงเล่นในคาร์ลิ่ง คัพ และก็ทำผลงานเด่นนำทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ให้กับ สเปอร์ แบบเละเทะ แต่ตัวเขาก็ยังยืดได้ เพราะเกมที่แพ้นั้น เขาบินไปรับใช้ชาติบ้านเกิดในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ

วันที่ 30 มกราคม 2007 ซง ได้ถูกยืมตัวไปเล่นเป็นตัวจริง ให้กับทีม ชาร์ลตัน และทำประตูแรกได้ ในแมทช์ถล่มวีแกนไป 4-1

 

ทีมชาติแคเมอรูน

ซง มีชื่อติดทีมชาติครั้งแรกก็ในเนชั่นส์ คัพ 2008 โดยสาเหตุที่ อ็อตโต้ ฟิสเตอร์ กุนซือ "หมอผี" ยอมเสี่ยงหนีบ ซง ซึ่งไม่เคยมีชื่อติดทีมชาติเลยไปด้วยนั้น ก็เพราะเขาประทับใจกับฟอร์มแกร่งเกินพิกัดในคาร์ลิ่ง คัพ โดย ซง ได้ประเดิมประสบการณ์เปิดซิงทีมชาติชุดใหญ่ เมื่อถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทน สเตฟาน เอ็มเบีย ในช่วงหมดครึ่งแรกของเกมแบ่งกลุ่ม นัดที่หนึ่ง ที่แพ้ยับต่อ อียิปต์ แชมป์เก่าและแชมป์ 2 สมัยซ้อนในบั้นปลาย 2-4 แต่ตัวเขาก็มีสิ่งที่น่าจดจำอยู่บ้าง เมื่อได้ลงเล่นเคียงข้างคุณลุง ริโกแบร์ ด้วย

ต่อไป ซง ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของ แคเมอรูน และกลายเป็นนักฟุตบอลที่มีแนวโน้มว่าจะขาดไม่ได้ในอนาคต หลังคว้าตำแหน่ง "แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์" ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะโชคร้ายได้รับเดี้ยงในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์ และควรต้องเปลี่ยนตัวออก หมดสิทธิ์ล้างอาย อียิปต์ อย่างน่าเสียดาย แต่ถึงไงก็ถือว่าตัวเขาสอบได้เกรดเอแล้ว โดยมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งทัวร์นาเมนต์เป็นประกัน

 

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

ทีมชาติแคเมอรูน
แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ : รองแชมป์ 2008

ระดับส่วนตัว
ติด 11 นักเตะยอดเยี่ยม แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2008

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ทิโมธี มิเชล ทิม ครูล

ชื่อเต็ม : ทิโมธี มิเชล ทิม ครูล

วันเกิด : 3 เม.ย. 1988 (อายุ 26)

เกิดที่ : กรุงเฮก,เนเธอร์แลนด์

สัญชาติ : เนเธอร์แลนด์

ส่วนสูง : 193 ซม.

ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู

สโมสรปัจจุบัน : นิวคาสเซิล

 

ประวัติส่วนตัว

     ทิม ครูล เริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งด้วยการเล่นให้กับทีมแถวๆบ้านเกิดอย่าง อาร์เอเอส คลับ ก่อนจะได้ไปเล่นให้กับสโมสรอย่าง เดน ฮาก ในศึกพรีเมียร์ ดัตช์ ซึ่งเขาก็ได้ฝึกวิชาการเซฟประตูส่วนใหญ่กับ เดน ฮาก โดยเขาเล่นอยู่ในลีก ดัตช์ ถึง 9 ฤดูกาลระหว่าง 1996-2005 และสามารถติดทีมชาติได้ทุกรุ่นตั้งแต่ เนเธอร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ในปี 2002 จนกระทั่งได้ขึ้นสู่ชุดใหญ่เมื่อปี 2011 

 

นิวคาสเซิล 2005

     ในขณะที่เขาอายุได้ 17 ปี สโมสรดังจากอังกฤษอย่าง ''สาลิกาดง'' นิวคาสเซิล ก็ได้มาเห็นฟอร์มเขาและถูกใจอยากรับไปดูแลพัฒนาต่อ ซึ่งค่าตัวของ ครูล ตอนนั้นอยู่ที่ 220,000 ปอนด์ (ประมาน 11.9 ล้านบาท) โดยเซ็นสัญญานด้วยกันทั้งหมด 3 ปี เขาเข้ามาเพื่อเป็นมือ 3 ของสโมสร โดยเป็นตัวเลือกรองมาจาก เชย์ กิฟเว่นและสตีฟ ฮาร์เปอร์ ทำให้เขาจะได้ออกแรงส่วนใหญ่ในการเล่นให้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 17 ซะส่วนใหญ่ เขาสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีกับทีมดัตช์รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ทำให้เขาได้ลองลงมาเฝ้าเสาเป็นตัวจริงครั้งแรกให้ต้นสังกัดในเกมที่อุ่นเครื่องกับ พีเอสวี ไฮโอเฟ่น ในวันที่ 29 กรกฏาคม 2006 

… หลังจากนั้นเขาก็ต้องกลับไปเป็นตัวเลือกที่สามเหมือนเดิม จะกระทั่งได้กลับมาลงเล่นอีกครั้ง ในเกม ยูฟ่า คัพ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2006 ที่พบกับสโมสรปาแลร์โม่ ซึ่งเขาสามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจเลยทีเดียวเพราะไม่เสียประตูในเกมนี้เก็บคลีนชีตครั้งแรกของเขาได้สำเร็จ แล้วเหมือนฟ้าหรือโชคชะตากลั่นแกล้ง เขากำลังจะได้ลงเป็นตัวจริงติดต่อกันใน เลกสอง ที่จะกลับไปพบกับปาแลร์โม่อีกครั้ง แต่เขาดันได้รับอาการบาดเจ็บขณะซ้อมก่อนเกมที่จะพบกับ วัตฟอร์ด ต้องพักยาวถึง 6 เดือนเต็ม

… เขากลับมาได้อีกครั้งในช่วง เมษายน ปี 2007 และได้ต่อสัญญากับนิวคาสเซิลออกไปอีก 4 ปี ในวันที่ 13 มิถุนายน 2007 ซึ่งในปีนี้เขาสามารถพาทีมชาติเนเธอร์แลนด์รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ไปคว้าแชมป์ยุโรปมาได้ และผ่านรอบคัดเลือกโอลิมปิกปี 2008 อีกด้วย

 

ฟัลเคิร์ก 2007-2008 (ยืมตัว)

     หลังจากหายเจ็บกลับมา เขาก็ถูกส่งให้กับสโมสร ฟัลเคิร์ก ในสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ยืมตัว 1 ฤดูกาล โดยลงเกมแรกเขาก็สามารถทำคลีนชีตได้เลยเลย แต่เมื่อถึงเกมที่สอง เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเขาโดนอัดไปถึง 4 ประตูในเกมที่พบกับยอดทีมอย่าง กลาสโกว เซลติก และอีก 3 ประตูกับ เรนเจอร์ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับอาการบาดเจ็บอีกครั้งทำให้ต้องพักยาวทั้งซีซั่น ทิม ครูล ลงเล่นให้กับ ฟัลเคิกค์ ไปทั้งหมด 22 นัด

 

คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด 2008-2009 (ยืมตัว)

     ก็ถือว่าเป็นผู้รักษาประตูจอมพเนจรคนหนึ่งเลยสำหรับ ทิม ครูล ฤดูกาลต่อมาเขาก็ยังคงถูกนิวคาสเซิล ส่งตัวมาให้กับทางสโมสร คาร์ไลส์ ยูไนเต็ด ยืมตัว เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี 2008 ด้วยสัญญาเพียง 1 เดือน ก่อนจะกลับไปยังนิวคาสเซิลอีกครั้งในเดือนมกราคม ซึ่งเขาลงเล่นให้ คาร์ไลส์ ไปทั้งหมด 9 เกม

 

นิวคาสเซิล ปัจจุบัน

     กลับมานิวคาสเซิลคราวนี้เขากลายเป็นแค่ตัวเลือกที่สองเท่านั้นหลังจากการย้ายไปของ เชย์ กิฟเว่น เขาเป็นรองเพียงแค่ ฮาร์เปอร์ ที่ยังคงยึดมือหนึ่งอยู่ และก็เหมือนฟ้าเป็นใจในวันที่ 8 สิงหาคม 2009 เกมกับเวตส์บรอมวิช ทิม ครูล ถูกส่งลงมาแทนฮาร์เปอร์ในครึ่งหลังเนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บ แล้ว ครูล ก็สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนสื่ออย่างเดอะ การ์เดี้ยน ยกย่องเขาว่าเป็นผู้รักษาประตูที่น่าจับตามองคนหนึ่งเลยทีเดียว และหลังจากนั้นเขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในวันที่ 2 พฤษภาคม 2010 ในเกมที่พบกับ ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ ซึ่งเขาก็สามารถทำคลีนชีตได้ทันทีเช่นเคย หลังจากนั้น กรกฏาคม ปี 2010 นิวคาสเซิลก็ต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 4 ปี และเขาก็ได้ลงเล่นมากขึ้นในฤดูกาลถัดมา

     เข้าสู่ช่วงยุค อลัน พาร์ดิว มาคุมทัพ ทิม ครูล ได้ขึ้นมาเป็นมือหนึ่งประจำทีมจนได้ ส่งผลให้ฮาร์เปอร์ถูกส่งไปให้กับทางด้าน ไบรท์ตัน ยืมตัวไป เข้าสตาร์ทในฤดูกาล 2011-2012 ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทำคลีนชีต ใน 2 เกมแรกติดต่อกันที่พบกับ อาร์เซน่อล และ ซันเดอร์แลนด์ ทิม ครูล ลงเล่นครบ 50 นัดในเกมที่พบกับเชลซี ซึ่งเขาก็ฉลองด้วยการเซฟจุดโทษของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในเกมที่แพ้เชลซีไป 3-0 หลังจากนั้นก็ทำให้เขากลายมาเป็นมือหนึ่งมาตลอด ในถิ่น เซนต์ เจมส์ ปาร์ค และมาได้รับเสื้อเบอร์ 1 แทนที่ของฮาร์เปอร์ในฤดูกาล 2012-2013 

     ฤดูกาล 2013-2014 ทิม ครูล สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนพฤศจิกายนมาครองได้ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมตลอดเดือนนั้น ถึงตอนนี้ ทิม ครูล ลงเล่นให้นิวคาสเซิลไปแล้วทั้งหมด 122 เกม

 

ฟุตบอลโลก 2014

     ทิม ครูล เป็นสำรองมาตลอดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มจนมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับคอสตาริกา เขาพึ่งได้ลงไปสมผัสสนามในฐานะตัวสำรอง และลงไปเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วย แต่ทั้งหมดมันเป็นแท็กติกจาก หลุยส์ ฟาน กัล นายใหญ่ของทัพ ''อัศวินสีส้ม'' ที่เปลี่ยน ทิม ครูล ลงไปเพื่อให้ไปเซฟจุดโทษโดยเฉพาะ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เลือกพุ่งถูกทางทุกลูกที่ผู้เล่นคอสตาริกายิง และเซฟได้ 2 หน พาเนเธอร์แลนด์ เข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ต้องติดตามกันต่อไปว่า เขาจะสามารถมีโอกาสได้เซฟจุดโทษจนถึงนัดชิงชนะเลิศหรือไม่ในศึกเวิลด์ คัพ 2014 ที่ประเทศบราซิล ครั้งนี้

 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

จอร์แดน ไอบ์

ประวัติการค้าแข้งในระดับสโมสร

       เกิดในเมืองเบอร์มอนด์ซี่ ในเซาท์ลอนดอน ไอบ์เซ็นสัญญาตอนอายุ 12 ปี กับระบบเยาวชนของวีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส หลังจากที่เขาออกจากระบบเยาวชนของชาร์ลตัน แอธเลติก

วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส

       ไอบ์ขึ้นมาจากระบบเยาวชนของวีคอมบ์ และแมชต์เปิดตัวอย่างเป็นทางการของเขาเป็นครั้งแรก ในวันที่ 9 สิงหาคม 2011 ในรายการลีกคัพ ซึ่งสามารถเอาชนะ โคลเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อดัมส์ พาร์ค เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในช่วงต่อเวลาพิเศษ ในขณะนั้นเขาอายุเพียงแค่ 15 ปี 244 วันเท่านั้น ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม เขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 90 ในแมชต์ที่ชนะฮาร์ทลี่พูล ยูไนเต็ด และกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาของวีคอมบ์ในการลงเตะในลีก

       จากนั้นเขาได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงในเกมที่พบกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในวันที่ 29 ตุลาคม และเขายิงประตูให้ทีมได้เป็นประตูตีไข่แตก 2-1 เขากลายเป็นผู้เล่นที่ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดของวีคอมบ์ในลีก ไอบ์ยิงได้ 1 ประตู จากการลงสนาม 11 นัดให้กับวันเดอเรอร์ส

ลิเวอร์พูล

       ในวันที่ 12 ธันวาคม 2011 มีรายงานว่าเขาได้ตกลงเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับยอดทีมจากพรีเมียร์ลีก "ลิเวอร์พูล" ในวันที่ 20 ธันวาคม ลิเวอร์พูลได้ตกลงเซ็นสัญญากับทางไอบ์อย่างเป็นทางการ แต่ไม่มีการเปิดเผยค่าตัว และข้อตกลงได้รับการยืนยันในอีกวันต่อมา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เขาได้ลงสนามเป็นนัดแรกให้กับสโมสร ในนัดกระชับมิตรสโมสรกับเอ็มเอลเอสฝั่งโตรอนโต้ จบการแข่งขันด้วยผลเสมอ 1-1 โดยไอบ์ถูกส่งลงสนามแทนโจโคล ในครึ่งเวลาแรก

       ในวันที่ 16 มีนาคม ไอบ์ได้ถูกเรียกตัวไปนั่งที่ม้านั่งสำรองข้างสนามในเกมพรีเมียร์ลีก ในแมชต์ที่พบกับเซาท์แธมป์ตัน ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2013 ไอบ์ประทับใจมาก เมื่อเขาได้ลงสนามเป็นครั้งแรกให้กับลิเวอร์พูลในเกมสุดท้ายของฤดูกาล โดยการออกสตาร์ทเป็นตัวจริง และจ่ายบอลให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ยิง ซึ่งเป็นประตูเดียวเท่านั้นในเกมที่พบกับ "ทหารเสือราชินี" ควีนส์ พาร์ค แรนเจอร์ส และเขาได้ถูกเปลี่ยนตัวออก โดยส่งฟาบิโอ บอรินี่ลงไปแทนในนาทีที่ 63

       ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2013 ไอบ์ได้ลงเล่นในครึ่งเวลาแรกให้กับลิเวอร์พูล ในช่วงปรี-ซีซั่น ในเกมกระชับมิตรกับ เพรสตัน นอร์ท เอนด์ และยิงประตูแรกให้กับสโมสรได้สำเร็จในนาทีที่ 37 เขาได้มีส่วนร่วมในการทัวร์ปรี-ซีซั่นของลิเวอร์พูล ในเกมที่พบกับอินโดนีเซีย 11, เมลเบิร์น วิตอรี่ และทีมชาติไทยอีกด้วย

       ฤดูกาล 2013/14 มีการประกาศให้ไอบ์ได้สวมเสื้อหมายเลข 33 แทนที่จอนโจ้ เชลวี่ย์ หลังจากที่เขาย้ายไปตัวไปร่วมทีมกับสวอนซี ไอบ์ได้ลงสนามเป็นนัดแรกในฤดูกาล ในวันที่ 27 สิงหาคม โดยลงเล่น 120 นาที ในเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะนอต์ตส์ เคาน์ตี้ไปได้ 4-2 หลังจากต่อเวลาพิเศษ ในเกมลีกคัพ รอบสอง

         ก่อนฤดูกาล 2014/15 จะเริ่ม จอร์แดน ไอบ์ ปีกดาวรุ่งผิวสีของทีมต้องถูกปล่อยยืมอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมาเขาถูกส่งให้ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ยืมตัวใช้งานมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยลงสนามไป 7 นัด ยิง 1 ประตู แต่ทาง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังมองว่านักเตะควรเก็บเกี่ยวประสบการณ์และมีโอกาสลงสนามมากกว่านี้ จึงจัดแจงให้ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ยืมตัวไปใช้งานต่อ

ประวัติการลงสนามในระดับทีมชาติ

       ในวันที่ 24 ตุลาคม 2012 ไอบ์ได้ลงสนามให้กับทีมชาติเป็นครั้งแรก ในชุดยู-18 ได้ลงเล่น 69 นาที ในเกมที่ชนะอิตาลี 2-0

       ในวันที่ 5 กันยายน 2013 ไอบ์ได้ลงสนามให้กับทีมชาติอังกฤษชุดยู-19 ในเกมที่พบกับเอสโตเนียชุดยู-19 และเขาก็ยิงประตูได้ด้วย

 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ยูเซบิโอ ดา ซิลวา แฟร์ไรร่า (Eusébio da Silva Ferreira)

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : ยูเซบิโอ ดา ซิลวา แฟร์ไรร่า
วันเกิด : 25 มกราคม 1942 
สถานที่เกิด : โลเร็นโก้ มาร์เควสต์, โมซัมบิค
ส่วนสูง : 1.77 เมตร (5 ฟุต 9 นิ้วครึ่ง)
ทีมชาติ : โปรตุเกส (รีไทร์)
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติความเป็นมา

ยูเซบิโอ อดีตนักฟุตบอลระดับตำนานของโลกและของประเทศโปรตุเกส มีชื่อเต็มๆ ว่า ยูเซบิโอ ดา ซิลวา แฟร์ไรร่า เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1942 ที่เมืองโลเร็นโก้ มาร์เควสต์ ประเทศ โมซัมบิค ซึ่งหากจะกล่าวว่า ยูเซบิโอ เป็นนักเตะที่นำพา โปรตุเกส ก้าวขึ้นสู่ความเป็นทีมฟุตบอลชั้นนำของยุโรปและของโลกก็คงจะไม่เกินไปนักถึงขั้นได้รับสมญานามว่า ‘Black Panther’หรือ ‘Black Pearl’ โดยเขาคือผู้ยิง 9 ประตูในฟุตบอลโลกปี 1966 ที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นนักเตะแอฟริกัน คนแรกของโลก ที่ได้รับรางวัลนี้

เริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง

“ไอ้เสือดำแห่งโมซัมบิก” เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับทีมเล็กๆในระแวกบ้านเกิดอย่าง สปอร์ติ้ง คลับ โลเร็นโก้ มาร์เควสต์ ยูเซบิโอ มีแววดีตั้งแต่สมัยเด็กๆด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ (1.75 เมตร หนัก 73 กิโลกรัม) จิตใจห้าวหาญ ไม่ยากนักที่ทีมใหญ่ๆของ ลิสบอนจะให้ความสนใจ ทั้ง สปอร์ติ้ง ลิสบอน ยันไปถึง เบนฟิก้า อีกฟากนึงของประเทศ

ยูเซบิโอ ได้เซ็นสัญญากับ เบนฟิก้า ตอนอายุ 18 แต่กว่าจะได้ลงเล่นเกมชุดใหญ่ครั้งแรกก็ต้องอาศัยเวลา 1 ปีเต็ม และยิงประตูได้ซะด้วย จากนั้นมาก็ยิงไม่หยุดให้กับยอดทีมแห่งเมืองหลวง รวมแล้วกับการลงเล่นในเกมลีกสูงสุดของโปรตุเกส 301 เกม ยิงไป 317 ประตู เป็นสถิติที่น่าขนลุกใช่ย่อย

คุณสมบัติของยอดนักเตะรายนี้นับเป็นที่ปรารถนาของบรรดาผู้จัดการทีมกับนักเตะตำแหน่งกองหน้า มีทั้งความแข็งแกร่ง, ดุดัน และความเร็วที่ผิดธรรมดาตรงข้ามกับรูปร่าง โดยเฉพาะยามครองบอล บุคลิกอันคล่องแคล่วของ ยูเซบิโอถูกนำไปเปรียบเทียบกับ แมว ซึ่งเจ้าตัวได้ฝึกฝนตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ เตะบอลตามถนนแถวบ้าน

ยูเซบิโอ ใช้เวลา 2 ปีกับเบนฟิก้า ในการเป็นตัวหลักพาทีมคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ เหนือ ทีมเต็งของ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน่ เรอัล มาดริด เมื่อปี 1962 รวมถึงคว้ารองแชมป์ถ้วยใบนี้ ได้ 3 สมัย กับ เบนฟิก้า ในปี 193, 1965 และ 1968 อีกด้วย

ในปี 1965 ยูเซบิโอ ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป ก่อนที่ในปี 1968 เขาจะสามารถคว้ารางวัล โกลเด้น บูท ได้ครั้งแรก ในฐานะที่เป็นนักเตะที่ยิงประตูได้มากที่สุดในทวีปยุโรป และในอีก 5 ปี ถัดมา ยูเซบิโอ ก็สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวได้อีกครั้ง

อาจกล่าวได้ว่า ช่วงระยะเวลาค้าแข้ง 15 ปี กับ เบนฟิก้า ยูเซบิโอ ได้สร้างสถิติมากมายให้กับสโมสรแห่งนี้ โดยเขาเคยคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีกดิวิชั่น 1 โปรตุเกส ถึง 7 ครั้ง ในช่วงปี 1964-1973 และช่วยให้ทีม "เหยี่ยวแดงลิสบอน" คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ถึง 11 สมัย (1961, 1963-65, 1967-69, 1971-73, 1975) รวมถึงแชมป์บอลถ้วยอีก 5 ครั้ง (1962, 1964, 1969, 1970, 1972) นอกจากนี้ เขายังมีสถิติยิงประตูให้กับทีม เบนฟิก้า ไปถึง 727 ลูก จากการลงสนามทั้งสิ้น 715 นัด โดยหากนับเฉพาะเกมในลีก เขาก็ยิงประตูได้ถึง 317 ลูก จากการลงสนาม 301 นัด

หลังจากใช้ชีวิตนักเตะอย่างรุ่งโรจน์กับ เบนฟิก้า ในที่สุด ยูเซบิโอ ก็ตัดสินใจย้ายไปเล่นยังต่างแดนในลีกฟุตบอลของทวีปอเมริกาเหนือ (North American Soccer League หรือ NASL) โดยในช่วงระหว่างปี 1975 ถึง 1977 ยูเซบิโอ ได้เล่นให้กับทีม บอสตัน มินูเมน (1975) และ มอนเตเรย์ (1976) ก่อนที่ เขาจะย้ายกลับมาค้าแข้งในโปรตุเกสอีกครั้ง กับทีมเล็กๆ ในลีก อย่าง เอสซี ไบร่า-มาร์ ทีมในดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1976/77

แต่จากนั้นไม่นาน ยูเอซีบิโอ ก็เหินฟ้ากลับไปเล่นในลีกทวีปอเมริกาเหนืออีกครั้งกับทีม โตรอนโต้ เมโทรส-โครเอเชีย (1976) และ ลาสเวกัส ควิกซิลเวอร์ (1977) และประสบความสำเร็จสูงสุดกับทีม นิวเจอร์ซี่ย อเมริกันส์ ในฤดูกาล 1977/78 ด้วยการพาต้นสังกัดความแชมป์ลีกได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนั้น เขาก็กลับมาเล่นในโปรตุเกสอีกครั้ง กับทีมเล็กๆ อย่าง ยูนิเอา เดอ โตมาร์ ทีมในดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1977/78

ทีมชาติโปรตุเกส

ยูเซบิโอ ได้ลงเล่นเกมแรกให้กับทีมชาติเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1962 เจอกับ ลักเซมเบิร์ก แต่เกมสำคัญและมีความหมายจริงๆที่ “ไอ้เสือดำ” ได้ลงเล่นคือเกมในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อปี 1966 ซึ่งเป็นยุคเริ่มๆของ โมเดิร์น ฟุตบอลแล้ว และยูเซบิโอ ก็สร้างปรากฏการณ์ได้ในทัวร์นาเมนต์นั้นเช่นกัน

ในรอบแรก โปรตุเกส เตะ ฮังการีตกรอบด้วยสกอร์ 3-1 ตามด้วยบัลแกเรีย (3-0) และแมตช์ที่แฟนๆไม่มีวันลืมคือการเจอกับเต็งแชมป์อย่าง บราซิล ที่โดน ยูเซบิโอ ขย่มบัลลังก์ พ่ายเละด้วยสกอร์ 3-1

รอบควอเตอร์ ไฟนัล เป็นเกมที่ประวัติศาตร์เวิล์ดคัพต้องจารึกไว้ โปรตุเกส ตามหลัง เกาหลีเหนือ ถึง 3-0 แต่ในที่สุดทีมจากแดนฝอยทองกลับมาได้อย่างน่าตื่นเต้นจาก 4 ประตูของ “ไอ้เสือดำ” ก่อนชนะไปชนิดแทบไม่มีใครอยากเชื่อว่าคือความจริงด้วยสกอร์ 5-3 ซึ่งเกมนั้นส่งให้ ยูเซบิโอ และทั้งทีมโปรตุเกส ถูกจารึกในพงศาวดารฟุตบอลโลกทันทีในฐานะ เป็นทีมคัมแบ็กสุดยอด และเป็นแมตช์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดของทัวร์นาเมนต์

ในรอบตัดเชือก โปรตุเกสเจอของแข็ง เจ้าภาพ อังกฤษ แชมป์ทัวร์นาเมนต์นั้น ซึ่งพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2 แต่กับสถิติของ ยูเซบิโอ ยิง 9 ประตูใน 6 เกม ย่อมได้รับสิ่งตอบแทนบ้างคือพาโปรตุเกสขึ้นรับเหรียญอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์ แต่จากนั้นชื่อเสียงของนักเตะผู้นี้ก็ได้รับการกล่าวถึงไปอีกยาวจวบจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ยูเซบิโอ ก็ไม่เคยได้แข่งขันในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ในปีอื่นๆ เลย โดยเขามีส่วนร่วมกับทีมชาติโปรตุเกส แม้ว่าเขาจะมีส่วนในทีม ชุดที่ทำศึกฟุตบอลโลก คัดเลือก ในปี 1970 และ 1974 ก็ตาม และเกมนัดสุดท้ายในนามทีม "ฝอยทอง" ของเขาก็เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่เสมอกับ บัลแกเรีย 2-2 ในวันที่ 19 ตุลาคม 1973 ก่อนที่หลังจากนั้น เขาจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในที่สุด 

 

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

ระดับสโมสร
สปอร์ติ้ง คลับ โลเร็นโก้ มาร์เควสต์
– ลีก โมคัมบิก : 1960

สปอร์ติ้ง ลิสบอน
– แชมป์ดิวิชั่น 1 โปรตุเกส : 1961, 1963, 1964, 1965, 1967, 1968, 1969, 1971, 1972, 1973, 1975
– แชมป์โปรตุกีส คัพ : 1962, 1964, 1969, 1970, 1972
– แชมป์ถ้วยเกียรติยศของโปรตุเกส : 1963, 1965, 1968, 1973, 1975
– แชมป์ถ้วยยุโรป : 1961, 1962

นิวเจอร์ซี่ อเมริกันส์
-แชมป์ลีกทวีปอเมริกาเหนือ (เอ็นเอเอสแอล) : 1976

โปรตุเกส
ฟุตบอลโลก : อันดับ 3 (1966)

ระดับส่วนตัว

เหรียญเงินนักฟุตบอลชาวยุโรปยอดเยี่ยม: 1962
นักฟุตบอลชาวยุโรปยอดเยี่ยมในลีกฝรั่งเศส: 1965
ดาวซัลโวยูโรเปี้ยนคัพ: (9 ประตู) 1965
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีเวิร์ลดซอคเกอร์: 1965  
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1966: (9 ประตู)
เหรียญเงินนักฟุตบอลชาวยุโรปยอดเยี่ยม: 1966
ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีเวิร์ลดซอคเกอร์: 1966
ดาวซัลโวยูโรเปี้ยนคัพ: (7 ประตู) 1966
ดาวซัลโวยูโรเปี้ยนคัพ: (6 ประตู) 1968
รองเท้าทองคำ : 1968, 1973 (42, 40 ประตู)

เหรียญรางวัลมาดามตูซาส
ดาวซัลโวลีกสูงสุดโปรตุเกส : (42 ประตู)
ฟุตบอลทองคำของโปรตุเกส: 1991
นักกีฬายอดเยี่ยมชาวโปรตุเกส: 1970  
นักกีฬายอดเยี่ยมชาวโปรตุเกส: 1973
1957-1978 ทำประตูได้รวม: 1137 ลูก

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ (Florian Niederlechner)

ประวัติ Florian Niederlechner ( ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ ) เกิดวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1990 นักฟุตบอลชาวเยอรมนี ความสูง 1.87 เมตร หรือ 6 ฟุต 20 นิ้ว ตำแหน่ง กองหน้า ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสร เอาก์สบวร์ก ในศึกบุนเดสลีกาเยอรมัน สวมเสื้อหมายเลข 7

ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรเยาวชนครั้งแรกกับ SV Hohenlinden และ TSV 1860 มิวนิค และ TSV Ebersberg จนถึงปี 2008-2010 ได้เริ่มต้นขึ้นมาเล่นในระดับฟุตบอลอาชีพร่วมกับ Falke Markt Schwaben เป็นสโมสรท้องถิ่นในเยอรมัน และในปี 2010-2011 ร่วมกับสโมสร FC Ismaning , ปี 2011-2013 สโมสร อุนเตอร์ฮัคกิ้ง จากนั้นสองปีต่อมาได้ย้ายมาเล่นให้กับ ไฮเดนไฮม์ เป็นสโมสรในบุนเดสลีกาสอง ต่อมาปี 2015-2017 ย้ายมาเล่นกับสโมสร ไมนซ์ 05 , ปี 2016-2017 ได้ถูกยืมตัวมาเล่นให้กับสโมสร สโมสรกีฬาไฟรบวร์ค ต่อมาในปี 2019 มาร่วมเล่นให้กับสโมสร เอาก์สบวร์ก ซึ่งเป็นสโมสรปัจจุบันในตอนนี้

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาได้ยิงจุดโทษพลาด

ฟลอเรี่ยน นีเดอร์เลชเนอร์ ดาวยิงตัวเก่งของ เอาก์สบวร์ก ออกมาบอกว่าการที่ไม่มีเสียงเชียร์ของแฟนบอลในสนามทำให้เขายิงจุดโทษพลาดไป

“ผมทำพลาดที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ในฐานะคนยิงจุดโทษ การแข่งขันที่เงียบสงัดมันแย่มากจริงๆ ผมไม่ได้หาข้ออ้างนะ”

“จริงๆแล้วที่ผมคิดคือผมจะยิงไปทางขวาเหมือนทุกครั้ง แต่ผมปล่อยให้สถานการณ์เข้ามามีอิทธิพลกับผมมากไป”

“ปกติแล้วแล้วผมจะเป็นฮีโร่ แต่ในครั้งนี้ผมกลายเป็นคนโง่ไปเลย มันรู้สึกแย่มากที่เป็นแบบนี้”

จากคำพูดเขาทำให้หลายสื่อออกมาวิจารณ์กันหนักมาก 

Categories
ประวัตินักฟุตบอล

ยูยะ โอซาโกะ (Ōsako Yūya)

ยูยะ โอซาโกะ (ญี่ปุ่น: 大迫 勇也 โรมาจิ: Ōsako Yūya) เป็นนักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นซึ่งเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับสโมสรแวร์เดอร์เบรเมินและทีมชาติญี่ปุ่น

วันเกิด    18 พฤษภาคม พ.ศ. 2533 (30 ปี)
สถานที่เกิด    คาเซดะ จังหวัดคาโงชิมะ ประเทศญี่ปุ่น
ส่วนสูง    1.82 เมตร

1860 มิวนิก
ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557 โอซาโกะเซ็นสัญญาเข้าร่วมกับสโมสรเทเอสเฟา 1860 มิวนิกเพื่อลงแข่งขันในครึ่งหลังของฤดูกาล 2014–2015ในการแข่งขันนัดแรกกับฟอร์ทูนาดึสเซิลดอร์ฟ เขาสามารถทำประตูขึ้นนำได้ก่อนจะเสมอกันไป 1–1 และสามารถทำประตูไปได้ 6 ประตูจากการลงแข่งขัน 15 นัด

แอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิล์น
เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 โอซาโกะเซ็นสัญญาย้ายเข้าไปร่วมกับสโมสรแอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิล์นเป็นเวลา 3 ปี โดยมีรายงานข่าวว่าต้นสังกัดเดิมของโอซาโกะได้แก่คาชิมะ แอนต์เลอส์และ 1860 มิวนิกได้รับค่าตัวจากการย้าย 1.5 ล้านยูโรและ 500,000 ยูโรตามลำดับ[6][5] เดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 โอซาโกะตกลงต่อสัญญากับเคิล์นจนถึงช่วงฤดูร้อน พ.ศ. 2563 ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561 โอซาโกะลงแข่งขันในนัดที่เคิล์นแพ้เอ็สเซ ไฟรบวร์คด้วยผล 3–2 และตกชั้นในนัดนั้น

แวร์เดอร์เบรเมิน
16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 มีรายงานประกาศว่าโอซาโกะจะย้ายไปเข้าร่วมกับแวร์เดอร์เบรเมินในฤดูกาล 2018–19 นัดแรกที่ลงแข่งขันเป็นการแข่งขันเดเอ็ฟเบ-โพคาลรอบแรก พบกับวอร์มาเตีย วอร์มส์ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561 โอซาโกะทำประตูแรกด้วยลูกโหม่งและสามารถเอาชนะไปได้ด้วยผล 6–1

ผลงานระดับนานาชาติ
โอซาโกะมีรายชื่อในทีมชาติญี่ปุ่นเข้าแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย โดยในการแข่งขันนัดแรกพบกับทีมชาติโคลอมเบีย ลูกโหม่งของโอซาโกะทำให้ญี่ปุ่นชนะโคลอมเบียด้วยผล 2–1 และกลายเป็นประตูประวัติศาสตร์ที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติแรกจากเอเชียที่สามารถเอาชนะชาติจากอเมริกาใต้ได้

สโมสรเยาวชน
Bansei Soccer Sports Boys
2003–2005    โรงเรียนมัธยมต้นคาโงชิมะอิกูเอกัง
2006–2008    โรงเรียนมัธยมปลายคาโงชิมะโจเซ

สโมสรอาชีพ
2009–2013   คาชิมะ แอนต์เลอส์    
2014      1860 มิวนิก    
2014–2018   แอร์สเทอ เอ็ฟเซ เคิลน์    
2018–         เอ็สเฟา แวร์เดอร์เบรเมิน